หน้าแรก เด่นวันนี้ ข้อสังเกตจากแ...

ข้อสังเกตจากแผ่นดินไหว ที่เกาะลอมบอกประเทศอินโดนีเซีย : โดย ภาสกร ปนานนท์

11.08.18 | 09:52 น.

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2561 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.9 (USGS) ทางตอนเหนือของเกาะลอมบอก ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศที่มาเที่ยวชมทัศนียภาพอันงดงามของภูเขาไฟและชายหาดบนเกาะแห่งนี้ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังทำให้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเสียหายนับพันหลัง แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดห่างออกไปจากแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2561 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งและทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยติดอยู่ที่ภูเขาไฟบนเกาะมากกว่า 200 คน เพียงไม่กี่กิโลเมตร โดยแผ่นดินไหวทั้งสองครั้งทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นจำนวนมากตามมาหลังจากนั้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือทำไมแผ่นดินไหวจึงเกิดขึ้นติดกันถึงสองครั้งในเวลาห่างกันเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และแผ่นดินไหวครั้งหลังยังมีขนาดใหญ่กว่าครั้งแรกอีกด้วย และทำให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง

อันดับแรกแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ในภาพใหญ่ประเทศอินโดนีเซียในบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีการชนกันและมีการมุดกันของแผ่นเปลือกโลกเป็นแนวยาวมากหลายพันกิโลเมตร โดยแนวมุดตัวนี้เริ่มตั้งแต่หมู่เกาะอันดามัน-นิโคบาทางตะวันตกของไทยยาวต่อลงมาทางใต้ผ่านสุมาตราที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดคลื่นสึนามิทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนทั่วโลก

และวางตัวต่อมาทางทิศตะวันออกจนถึงบริเวณนี้ บริเวณสุดปลายแนวชนนี้ยังมีแนวชนขนาดใหญ่อีกแนววางตัวอยู่ทางด้านทิศเหนือของปลายแนวชนดังกล่าว โดยวางตัวต่อออกไปในแนวทิศตะวันตก-ตะวันออกขนานกันกับแนวด้านล่าง ต่อกันไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะทางมากกว่า 3,000 กิโลเมตร ผ่านติมอร์ยาวไปจนถึงด้านตะวันตกของปาปัว-นิวกินี โดยแนวชนทั้งสองแนวมีลักษณะที่มีการชนกันและมุดตัวเข้าหากัน (พื้นที่ตรงกลางถูกบีบจากทางทิศเหนือและใต้) โดยมีแผ่นดินไหวทั้ง 2 ครั้งนี้ เกิดอยู่ระหว่างแนวชนทั้งสองแนวนี้

ที่จริงแล้วตำแหน่งที่เกิดแผ่นดินไหวทั้ง 2 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่มากกว่านักท่องเที่ยว เนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดทางตอนเหนือของเกาะที่เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนท้องถิ่น ในขณะที่เมืองและชายหาดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ทางด้านใต้ของเกาะหรืออยู่ในเกาะรอบๆ เป็นส่วนใหญ่ และเนื่องจากแผ่นดินไหวมีขนาดค่อนข้างใหญ่ทั้งสองครั้ง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่แผ่นดินไหวครั้งแรกได้สร้างความเสียหายระดับหนึ่งต่ออาคารบ้านเรือนของประชาชน แต่อาจจะยังไม่มากจนทำให้พังถล่มลงมา

Advertisement

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ครั้งที่ 2 ตามมา อาคารซึ่งเสียหายเป็นเดิมทีอยู่แล้ว จึงได้รับความเสียหายมากขึ้นและอาจจะพังถล่มลงมาในที่สุด (เหมือนเราเคาะแก้วน้ำที่มีรอยร้าว จะเห็นได้ว่าใช้แรงนิดเดียวก็ทำให้แก้วแตกได้อย่างง่ายดายกว่าแก้วที่ไม่มีรอยร้าว)

คำถามสุดฮิตในเวลานี้ก็คือ จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่านี้ตามมาอีกหรือเปล่า และแผ่นดินไหวทั้ง 2 ครั้งจะทำให้เกิดการปะทุหรือระเบิดขึ้นของภูเขาไฟบนเกาะหรือเปล่า คำถามเหล่านี้ไม่มีใครตอบได้ เพราะธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทำนายได้ยากมาก โดยทั่วไปถ้าคิดว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุด แผ่นดินไหวที่เกิดตามมามักจะเกิดน้อยลงเรื่อยๆ และโดยทั่วไปก็จะมีขนาดเล็กกว่าตัวหลัก (ซึ่งจะเห็นว่ากรณีนี้ไม่เป็นจริงถ้าเราคิดว่าแผ่นดินไหวขนาด 6.4 เมื่อสัปดาห์ก่อนเป็นแผ่นดินไหวหลัก) แต่มีบางกรณีเหมือนกันที่แผ่นดินไหวตัวหนึ่งไปสร้างพลังงานหรือความเค้นเพิ่มขึ้นให้กับรอยเลื่อนที่วางตัวอยู่ใกล้กันกับแผ่นดินไหว ทำให้รอยเลื่อนดังกล่าวเกิดการขยับตัวและมีโอกาสทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกันหรือใหญ่กว่าได้

เช่น กรณีแผ่นดินไหวที่ประเทศนิวซีแลนด์หรือชิลี แต่กรณีลักษณะนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก และเราไม่มีโอกาสทราบได้อย่างรวดเร็วว่าจะเป็นกรณีไหนกันแน่ นอกจากนี้แล้วโดยทั่วไปแผ่นดินไหวก็ไม่ได้กระตุ้นทำให้ภูเขาไฟเกิดระเบิดตามมา แต่ก็เคยมีรายงานว่ามีภูเขาไฟปะทุขึ้นหลังจากที่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่มากในบริเวณใกล้เคียง แต่เป็นกรณีที่พบน้อยมาก

เราอาจจะทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อประเมินเบื้องต้นได้ว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบที่มีแนวโน้มเป็นอย่างไร แต่คงไม่สามารถฟันธงตอบได้อย่างชัดเจน และการศึกษาเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและสร้างแบบจำลองเหตุการณ์และคำนวณทางคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร การถามปุ๊บแล้วตอบคำถามปั๊บ คำตอบที่ได้จึงเป็นแค่การคาดการณ์ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้เท่าๆ กัน

จะเห็นได้ว่านักวิชาการเก่งๆ ในต่างประเทศ เขาจะตอบตรงๆ เลยว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทำนายยาก ผิดกับนักวิชาการไทยที่จะต้องพยายามตอบคำถามออกไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่มีความสามารถตอบคำถามไม่ได้ และยังต้องตอบตามความคาดหวังของสังคมที่มักจะคิดว่านักวิชาการต้องรู้ทุกเรื่อง แต่เราคงต้องยอมรับความจริงว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เราเองก็ยังไม่รู้และอาจจะไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ในระยะเวลาที่สั้นมาก

ถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบแค่ทางอ้อมและไม่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต แต่ก็ได้สร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากข่าวว่ามีการพยายามอพยพนักท่องเที่ยวหลายพันคนจากสถานที่ท่องเที่ยวรอบๆ และเกาะในบริเวณใกล้เคียงไปอยู่ในที่ปลอดภัย เพราะเกรงว่าจะเกิดแผ่นดินไหวตามมาหลังจากนี้ การอพยพคนจำนวนหลายพันคนในเวลาจำกัดจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

ซึ่งน่าชื่นชมรัฐบาลประเทศอินโดนีเซียและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่พยายามเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ และน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการจัดการภัยพิบัติในบ้านเรา โดยเฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย ที่เราเองก็จัดการได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีการช่วยเหลือทีมหมูป่า หรือการปฏิบัติงานรับสถานการณ์เรือนักท่องเที่ยวล่มที่จังหวัดภูเก็ต การบริหารจัดการวิกฤตการณ์อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นอกจากจะช่วยลดความสูญเสียแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวให้มีความเชื่อมั่นในมาตรฐานการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเทศไทยถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในแนวชนของแผ่นเปลือกโลกที่เป็นแนวหลักของโลก แต่เราก็มีแผ่นดินไหวขนาดปานกลาง (ขนาด 5-6) เกิดขึ้นในประเทศไทยและบริเวณใกล้เคียงอยู่เรื่อยๆ ที่ผ่านมาเราโชคดีที่แผ่นดินไหวส่วนมากเกิดขึ้นห่างเมืองทำให้ผลกระทบและความสูญเสียจึงมีไม่มาก

แต่ถ้าแผ่นดินไหวขยับเข้ามาใกล้เมืองใหญ่เมื่อไหร่ ความสูญเสียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เราจึงจำเป็นต้องรู้ความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวในประเทศไทยและมีมาตรการรับมือแผ่นดินไหวที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม การที่มัวแต่คิดว่านานๆ จะเกิดแผ่นดินไหวสักที ไม่เหมือนน้ำท่วมหรือดินถล่มซึ่งเกิดบ่อยแทบทุกปี จึงทำให้เข้าใจผิด ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาความเสี่ยงและการรับมือแผ่นดินไหวของประเทศไทย จึงเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะเมืองใหญ่ๆ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดปานกลางหรือขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว เมืองจะเสียหายอย่างมาก ต้องใช้งบประมาณมหาศาลและใช้เวลานับสิบปีกว่าจะสร้างเมืองให้กลับมาดังเดิมได้

การศึกษาความเสี่ยงของแผ่นดินไหวพร้อมๆ กับการสร้างมาตรการรับมือแผ่นดินไหวที่มีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถช่วยให้เราลดความสูญเสียผลกระทบจากแผ่นดินไหวให้เหลือน้อยที่สุด

ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์
ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)