หน้าแรก เด่นวันนี้ คิดนอกกรอบกับ...

คิดนอกกรอบกับ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี : โดย นครินทร์ ชาลปติ

17.08.18 | 13:00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านการเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ มีการกำหนดกรอบและแนวทางในการพัฒนาประเทศ 20 ปีข้างหน้าไว้ ซึ่งเป็นเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน แผนยุทธศาสตร์ชาตินี้มี 6 ด้านด้วยกันคือ ด้านความมั่นคง, ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน, ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน, ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม, ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

จากเอกสารร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) จัดทำโดยรัฐบาลไทย ซึ่งดาวน์โหลดมาจากอินเตอร์เน็ต ในที่นี้จะขอพูดถึง 2 ข้อหลักๆ คือ

หนึ่ง ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2579 โดยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 30 (ข้อมูลจากธนาคารโลกบอกว่า ในปัจจุบัน ไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 11) ขณะที่ประชากรในวัยแรงงานจะลดลง

สอง รัฐบาลไทยมุ่งหวังที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับศักยภาพทางด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางเทคโนโลยี มีการตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนในภูมิภาค ในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมพลังงาน/วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น

การจะแก้ไขปัญหาและมุ่งที่จะบรรลุเป้าหมายตามแผนนี้ ผู้เขียนเห็นว่าในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ ควรจะต้องคิดนอกกรอบ มองที่ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ จากมุมมองใหม่ๆ

Advertisement

ในข้อแรกนั้น การที่จำนวนประชากรในวัยแรงงานลดลง จะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากรัฐจะมีรายได้ที่ลดลงจากการเก็บภาษีกลุ่มประชากรในวัยแรงงาน ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นต่อกลุ่มผู้สูงวัย เช่น ค่ารักษาพยาบาลและค่าสวัสดิการอื่นๆ

การลดลงของจำนวนประชากรในวัยแรงงาน และการเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยนี้ เป็นปัญหาสำคัญในหลายๆ ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, แคนาดา, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, และกลุ่มประเทศยุโรป เป็นต้น ถือว่าเป็นปัญหาระดับโลกก็ว่าได้ มีการแย่งชิงประชากรระหว่างประเทศโดยใช้นโยบายการย้ายถิ่นฐานเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการดึงดูดประชากรโดยเฉพาะกลุ่มที่มีทักษะและความรู้สูงๆ จากประเทศอื่นๆ ให้มาตั้งรกรากและให้สิทธิการทำงานในประเทศของตน

ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนี้ก็มีการระบุให้ชักชวนผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติและคนไทยในต่างประเทศ ให้กลับมาช่วยสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เพิ่มขึ้น คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลไทยจะใช้นโยบายการย้ายถิ่นฐานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว นโยบายการย้ายถิ่นฐานนี้มีหลักสำคัญคือ การใช้งบประมาณจำนวนมากในการดึงดูดประชากรจากประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็จะให้สิทธิในการทำงาน ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ รวมถึงสวัสดิการต่างๆ

ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลหลายๆ ชุดของไทยก็เคยมีนโยบายที่จะชักชวนผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติและคนไทยในต่างประเทศ หรือโครงการสมองไหลกลับ แต่ก็ไม่มีผลสำเร็จที่เห็นได้ชัด เนื่องจากติดขัดที่ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ที่สำคัญคือ โครงสร้างเงินเดือนที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างประเทศไทยกับประเทศเหล่านั้น ทำให้ชาวต่างชาติหรือคนไทยในต่างประเทศที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญระดับสูง ไม่ได้เข้ามาทำงานหรือย้ายมาอยู่อย่างถาวรในประเทศไทย

ดังนั้นหากรัฐบาลไม่สามารถชักจูงหรือมีนโยบายกระตุ้นอัตราการเกิดให้เพิ่มขึ้นได้ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ที่จะเพิ่มจำนวนประชากรได้

หากเราจะคิดนอกกรอบ เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ เอาความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำในการวางนโยบาย เมื่อมองสภาพปัจจุบันของสังคมไทย ความจริงที่เห็นเด่นชัดในเกือบทุกอุตสาหกรรม และเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ก็คือ การมีอยู่ของแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน แรงงานเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการช่วยผลักดันวงจรเศรษฐกิจของประเทศไทยเราให้เดินหน้าต่อไปได้

เราคงต้องยอมรับความจริงว่าแรงงานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อไปอีกนาน หลายๆ คนได้ตั้งรกรากมีครอบครัว ลูกหลานได้เรียนหนังสือในโรงเรียนไทยจนจบการศึกษาขั้นบังคับ มีความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาทักษะต่อไปได้อีก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเด็กๆเหล่านี้กลับไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ

เด็กๆ เหล่านี้มีความรู้ด้านภาษาและได้ซึมซาบกับวัฒนธรรมไทยอยู่ในตัว มีความกลมกลืนกับสังคมไทยตั้งแต่เล็กๆ นับเป็นแหล่งทรัพยากรมนุษย์ชั้นดีที่จะมาตอบโจทย์เรื่องจำนวนประชากรวัยแรงงานที่จะลดลงในอนาคต รัฐควรจะออกนโยบายที่ชัดเจน ไม่อึมครึม อนุญาตให้ลูกหลานแรงงานต่างชาติเหล่านี้ ได้เข้าเรียนหรือเข้ารับการอบรมในระดับที่สูงขึ้น เช่น ด้านวิชาชีพต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ส่ วนข้อสอง ในเรื่องของการตั้งเป้าที่จะยกระดับศักยภาพทางด้านอุตสาหกรรมนั้น อุปสรรคสำคัญคือ แรงงานของเรามีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้เป้าหมายนี้สัมฤทธิผล หน่วยงานด้านการศึกษาจะเป็นตัวสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายนี้

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการให้งบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติมด้านอุดมศึกษา รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งกระทรวงใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่เรียนจบออกมา กลับตกงาน ไม่สามารถหางานได้ ซึ่งสวนทางกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในโรงงานและบริษัทห้างร้านต่างๆ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการผลิตแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

เราควรจะตั้งคำถามกันใหม่ว่า แท้จริงแล้วตลาดแรงงานไทยมีความต้องการแรงงานระดับอุดมศึกษาหรือไม่ หรือจริงๆ แล้ว แรงงานในระดับอาชีวศึกษาจะมีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศมากกว่า ใช่หรือไม่

รัฐบาลไทยควรจะคิดนอกกรอบ เน้นการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาเป็นตัวนำในการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และสถาบันอาชีวะต่างๆ ให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อสร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาดให้มากที่สุด ต้องพัฒนาโรงเรียนและครูผู้สอนเพื่อผลิตแรงงานที่มีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญคือต้องสร้างทัศนคติที่ดีของสังคมที่มีต่อการศึกษาระดับอาชีวะ เพื่อดึงดูดเด็กนักเรียนให้มาเรียนทางด้านอาชีวศึกษามากขึ้น เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

นครินทร์ ชาลปติ