สัจธรรมที่ว่า “ผู้ใดครองเทคโนโลยี ผู้นั้นครองเศรษฐกิจ” และ “ผู้ใดครองเทคโนโลยี ผู้นั้นครองอำนาจ” ได้ประกาศก้องโดยอดีตรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ฯ ดำรง ลัทธพิพัฒน์ เมื่อ 33 ปีมาแล้ว พร้อมกับหลักคิดในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ, วิทยาศาสตร์, และเทคโนโลยี ภายใต้นโยบายวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
เมืองไทยได้ใช้เวลานานถึง 3 ทศวรรษ จนกว่าจะได้เห็นหลักคิดดังกล่าวเป็นรูปธรรมอย่างเลือนราง
“การครองเทคโนโลยี” มิได้หมายความเพียงขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีให้ทันความก้าวหน้าของโลก หากหมายถึงการมีขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีให้ทันความก้าวหน้าของโลกด้วย
ความบกพร่องในจิตสำนึกในการพึ่งตนเองได้ทำให้เมืองไทยละเลยความเอาใจใส่อย่างจริงจังในการสร้างขีดความสามารถดังกล่าว และเมื่อมีขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีต่ำ “การครองเทคโนโลยี” ย่อมจะเกิดขึ้นมิได้ แม้กระทั่งในความฝัน
นี่คือคำอธิบายว่าเพราะเหตุใดประเทศไทยจึงอยู่ในฐานะ “ประเทศที่กำลังพัฒนา” มาช้านาน และจะคงอยู่ในสถานภาพดังกล่าวนี้ไปชั่วนิรันดร์ ตราบใดที่ยังมิได้ยกระดับขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยี “กับดัก” ของเรื่องนี้ อยู่ที่ตรงนี้
การสร้างขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีต้องการ 3 สิ่งที่มีความสำคัญ กล่าวคือ กำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปริมาณและคุณภาพอย่างเพียงพอ การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ, และ “การวิจัยและพัฒนา” (R&D) เพื่อรักษาฐานะการแข่งขันเชิงธุรกิจ
การสร้างกำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นภารกิจของสถาบันอุดมศึกษา การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นความรับผิดชอบหลักของบรรดาสถาบันวิจัยด้วยความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา “การวิจัยและพัฒนา” เป็นทั้งการริเริ่มและการตัดสินใจของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา
กำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมิได้หมายถึงเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงกายภาพเท่านั้น หากรวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสังคมด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือกำลังคนที่มีความรู้ในระดับอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม กำลังคนในระดับอาชีวศึกษาก็มีความสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพของกำลังคนดังกล่าว
การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีมิได้จำกัดเพียงความรู้ความเข้าใจและการรู้จักวิธีใช้เท่านั้น และก็มิได้จำกัดเฉพาะในส่วนที่เป็น “ซอฟต์แวร์” เท่านั้น หากรวมถึงที่เป็น “ฮาร์ดแวร์” คือการออกแบบและสร้างเครื่องจักรอุปกรณ์ด้วย การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญของนโยบายวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และเป็นภารกิจที่ก่อกำเนิดหน่วยงานในระดับกระทรวงขึ้นมารับผิดชอบ
“การวิจัยและพัฒนา” เป็นการวิจัยที่กระทำขึ้นเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สามารถประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐาน และเพิ่มการใช้ประโยชน์และความเหมาะสมในการใช้ซึ่งโดยภาพรวมก็มุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจ ธุรกิจและอุตสาหกรรมอาจมีหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของตนเองเพื่อสามารถรักษาความลับทางธุรกิจ
หรืออาจใช้บริการของสถาบันวิจัยหรือสถาบันอุดมศึกษาให้ทำการวิจัยให้ก็ได้ ในกรณีที่สถาบันดังกล่าวพิจารณามองเห็นความเป็นไปได้อีกทั้งมีความพร้อมในทุกด้านที่จะให้บริการแก่ธุรกิจและอุตสาหกรรม
นอกเหนือไปจากการจัดการเรียนการสอนนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาซึ่งเป็นภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของสถาบันอุดมศึกษาแล้ว คณาจารย์ของสถาบันดังกล่าวก็ยังต้องศึกษาวิจัยเพื่อความแตกฉานในวิชาการที่เพิ่งจะถ่ายทอดให้แก่นิสิตนักศึกษา และจักได้รับตำแหน่งทางวิชาการรับรองผลงานทางวิชาการดังกล่าว การศึกษาวิจัยทางวิชาการนั้นเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา งานวิจัยทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ทางวิชาการ มิใช่เพื่อการใช้ประโยชน์ในทางอื่นๆ แม้ว่าในบางกรณีจะมุ่งที่จะนำผลไปใช้ในวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาสาธารณะต่างๆ อาทิในเรื่องสุขภาพและการสาธารณสุข การคมนาคมและขนส่ง การควบคุมมลพิษและดูแลสภาวะแวดล้อม ฯลฯ แต่มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
อย่างไรก็ตาม สถาบันอุดมศึกษาก็อาจรับให้บริการ “การวิจัยและพัฒนา” แก่ธุรกิจและอุตสาหกรรมได้หากมีความพร้อมที่จะทำได้ หากมิใช่หน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง แม้กระทั่งสถาบันวิจัยก็อาจมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักในการวิจัยทางวิชาการเช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษา
“การวิจัยและพัฒนา” เป็นปฏิบัติการทางธุรกิจ ซึ่งเชื่อมโยงกับสถาบันทางวิชาการภายใต้หลักคิดความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และโทคโนโลยีอันเป็นสาระสำคัญของนโยบายวิทยาศาสตร์แห่งชาติตามที่ได้กล่าวข้างต้น
การบริหารการอุดมศึกษาก็ดี การบริหารการวิจัยก็ดี และการบริหารธุรกิจที่มี “การวิจัยและพัฒนา” เป็นปัจจัยสำคัญก็ดี จะกระทำประการใดให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นปัญหาในเรื่องการบริหารซึ่งจะต้องพิจารณาในบริบทของภูมิปัญญาในการบริหารเรื่องนั้นๆ ซึ่งคงจะไม่มีความจำเป็นหรือแม้กระทั่งความเหมาะสมที่จะควบรวมเข้าด้วยกัน เพราะอาจจะสร้างปัญหาในการบริหารเพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตามวัตถุประสงค์ก็ได้
โดยความเป็นจริงแล้ว การเชื่อมโยงอันเป็นหลักคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติที่สำคัญดังกล่าวข้างต้นนี้ควรจะกระทำด้วย “นโยบายวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ที่มี “การพึ่งตนเอง” (self reliance) เป็นจิตสำนึกพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยี
หากปราศจากหลักคิดและจิตสำนึกดังกล่าวนี้แล้ว การขับเคลื่อนประเทศไทยไปเบื้องหน้าก็จะเป็นเพียงจินตนาการที่ไม่มีวันจะสัมผัสกับความเป็นจริง แม้อีกพันปีก็ตาม
วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

