บทใหม่ มาดใหม่ : ของ จตุพร พรหมพันธุ์ : กับ‘การเลือกตั้ง’

22.09.18 | 12:09 น.

เหตุใดเมื่อมีข่าวว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ เสนอให้ทุกคนถอด “หัวโขน” แล้วนั่งลงหารือกันอย่างเป็นมิตรในวงเสวนาเพื่อปรองดอง สมานฉันท์

จึงสร้างความหงุดหงิดจาก “ทำเนียบรัฐบาล”

ถึงกับสวนคำถามของผู้สื่อข่าวออกมารุนแรงถึงระนาบที่ว่า คนที่พูดนั่นแหละสมควรถอด “หัว” ของตัวเองทิ้งไปเลย

อาจเป็นเพราะ “อารมณ์ค้าง”

เป็นอารมณ์ค้างจากสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เป็นอารมณ์ค้างจากสถานะของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.

Advertisement

น่ายินดีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ตอบโต้

อาจเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายฟังไม่ได้ศัพท์ แต่จับเอาไปกระเดียดแล้วปะทุอารมณ์ที่ตกตะกอนนอนก้นขึ้นมาอย่างกราดเกรี้ยว

ท่าทีนี้ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สำคัญ

ตั้งแต่ได้รับการปลดปล่อยออกจากที่คุมขังเมื่อเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ต้องยอมรับว่า ท่าทีและน้ำเสียงอันมาจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ เปลี่ยนไป

ไม่รุนแรง แข็งกร้าว

เวลา 1 ปีในที่คุมขังเป็นโอกาสที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่เพียงแต่คิดขบ ทบทวน หากแต่เวลา 1 ปียังทำให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ไปถูกจำกัดบริเวณอยู่ในเทศะเดียวกันกับกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นอริเก่า

ไม่ว่าจะจาก “พันธมิตร” ไม่ว่าจะจาก “กปปส.”

ไม่มีใครรู้ว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกอย่างไรบ้างกับคนเหล่านั้น ไม่มีใครรู้ว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ตกผลึกในทางความคิดอย่างไรบ้าง

แต่ก็ต้องยอมรับว่า สุขุมขึ้น สายตากว้างไกลขึ้น

ด้วยข้อจำกัดจากโทษานุโทษที่ได้รับทำให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หมดเงื่อนไขอย่างสิ้นเชิงที่จะเข้าสู่สนามการเมือง

“วิกฤต” ตรงนี้ต่างหากเล่าที่กลายเป็น “โอกาส”

หากจับท่าทีของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นับแต่ได้รับการปลดปล่อยออกมา 1 เขาแสดงความเป็นห่วงว่า แม้จะมีการเลือกตั้งปัญหาก็จะไม่จบ

เป็นปัญหาอันเนื่องแต่ “รัฐธรรมนูญ”

ไม่ว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะตกอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามเป้าหมาย แต่ก็ใช่ว่าจะบริหารราชการแผ่นดินได้โดยราบรื่น

ไม่ว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นของผู้ใด ความวุ่นวายก็จะติดตามมา

ขณะเดียวกัน 1 เขาเสนอให้ฝ่ายการเมืองมานั่งหารือกัน ตกลงกันว่า หากผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรก็จะต้องยอมรับตามนั้น

แม้กระทั่ง 250 ส.ว.ก็ต้องยอมรับ

หากไม่มีการตกลงกันไว้ก่อน หากไม่มีการสร้างความเข้าใจในลักษณะ “ร่วม” กันไว้ก่อน วิกฤตจะต้องหวนกลับมาอย่างแน่นอน

และวิกฤตนั้นอาจนำไปสู่ “รัฐประหาร” อีก

ท่าทีเช่นนี้มาจากความรู้สึก ความเข้าใจ “ล่วงหน้า” จึงผลักดันให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ออกมาเล่นบทในการส่งสัญญาณ ในการเตือนและเสนอทางออก

นี่เป็นบทในแบบ “ผู้มาก่อนกาล”

นี่เป็นบทที่การเลือกตั้งและสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งจะให้ “คำตอบ” ว่าการคาดหมายทำนายของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน

บทบาท “ใหม่” ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงสำคัญ