หน้าแรก เด่นวันนี้ ใต้เตียงตุลาก...

ใต้เตียงตุลาการมะกัน: การล่วงละเมิดทางเพศและการเลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุดของชาวอเมริกัน

21.09.18 | 19:39 น.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเมืองอเมริกันมีข่าวร้อนแรงข่าวหนึ่งที่ยากจะเกิดขึ้นในสังคมอันปราศจากการเมืองและการตรวจสอบอันเข้มข้น คือ การเลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่มีปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ
จากข่าวคราวและเรื่องอื้อฉาวผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยมเบรต คาวาเนา (Brett Kavanaugh) ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำแขวงโคลัมเบีย (United States Court of Appeals for the District of Columbia Circuit) ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Associate Justice of the Supreme Court of the United States) แทนผู้พิพากษาสายกลางแอนโธนี เคนเนดี (Anthony Kennedy) ที่เกษียณอายุหลังจากดำรงตำแหน่งมายาวนานถึง 31 ปีเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ถูกกล่าวหาจากนางคริสติน เบลสซี ฟอร์ด (Christine Blasey Ford) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาคลินิกแห่ง Palo Alto University ว่าผู้พิพากษาคาวาเนาพร้อมเพื่อนของเขาในสมัยที่ยังเป็นนักเรียนมัธยมวัย 17 ที่ Georgetown Preparatory School ได้เคยพยายามคุกคามทางเพศต่อเธอซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 15 ปี ในกลางฤดูร้อนของค.ศ.1982 หรือเมื่อ 36 ปีที่แล้ว

ภาพนางคริสติน เบลสซี ฟอร์ด และผู้พิพากษาเบรต คาวาเนา
ที่มา: https://www.bbc.com/news/world-us-canada-45583248

ข้อกล่าวหาการคุกคามทางเพศของคาวาเนาที่สร้างความตกตะลึงให้กับแวดวงการเมืองอเมริกันท่ามกลางข้อกล่าวหาและการเปิดโปงอย่างต่อเนื่องถึงการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงโดยผู้ชาย หรือกระแส #MeToo ต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วงการธุรกิจ ศาสนา จนถึงวงการบันเทิง ข้อกล่าวหานี้ดูจะสวนทางกับภาพลักษณ์ของเขาตั้งแต่วันที่ถูกเสนอชื่อจากประธานาธิบดีทรัมป์ ที่แสดงออกถึงการสนับสนุนและการให้เกียรติแก่ผู้หญิงที่เป็นเพื่อนร่วมงานและผู้ช่วยของเขา ภรรยาและลูกสาวของเขา และรวมถึงทีมบาสเกตบอลหญิงที่ลูกสาวของเขาร่วมทีมและมีเขาเป็นโค้ชผู้ฝึกสอน แต่อีกด้านเขาถูกต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายเสรีนิยมและพรรคเดโมแครตจากมุมมองที่อนุรักษ์นิยมในประเด็นทางสังคมและสิทธิสตรีของเขาตั้งแต่ได้รับการเสนอชื่อเพราะผู้พิพากษาคาวาเนาผู้เข้ามาแทนที่ผู้พิพากษาเคนเนดีที่มีจุดยืนเป็นกลางจะทำให้ศาลสูงสุดมีทิศทางที่อนุรักษ์นิยมมากขึ้น การประท้วงอย่างต่อเนื่องทั้งบนท้องถนนและในสภาคอนเกรสของกลุ่มสิทธิสตรี การคัดค้านจากนักการเมืองสตรีของพรรคเดโมแครต และการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะต่อทัศนคติของผู้พิพากษาคาวาเนาที่ไม่เห็นด้วยต่อการทำแท้งอาจทำให้เขาตัดสินคดีความเพื่อบั่นทอนสิทธิการทำแท้งของผู้หญิง รวมถึงยกเลิกคำพิพากษาศาลสูงสุด Roe v. Wade ในค.ศ.1973 ที่รับรองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้หญิงในการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ

การเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวทางเพศของผู้พิพากษาคาวาเนายังอยู่ในบริบทความตึงเครียดและแตกแยกกันระหว่างผู้สนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยมและพรรครีพับลิกัน และผู้สนับสนุนฝ่ายเสรีนิยมและนิยมในแนวทางการเมืองของพรรคเดโมแครตที่ยากจะหาจุดร่วมกันระหว่างสองพรรคได้ง่ายในเร็ววัน (Bipartisanship) อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเพียงความอื้อฉาวทางการเมืองเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ให้มุมมองถึงความเสียเปรียบและการคุกคามทางเพศต่อสตรีที่มีมายาวนานในแวดวงการเมืองอย่างแจ่มชัด แต่ถ้าเราพิจารณามิตินี้ควบคู่กับการเมืองในกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุดเราจะเห็นความน่าสนใจว่า นี่ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องทางเพศ แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่างความคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมในวงการเมืองอเมริกัน ที่ขับเคลื่อนโดยองคาพยพทางการเมืองของทั้งฝ่ายรีพับลิกันและฝ่ายเดโมแครต

การแต่งตั้งผู้พิพากษาของสหรัฐอเมริกาทั้งผู้พิพากษาของศาลสหพันธรัฐและผู้พิพากษาในระดับมลรัฐเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและพรรคการเมืองทั้งสิ้น สำหรับตำแหน่งประธานศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Chief Justice of the United States) และผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา ตามมาตรา 2 อนุมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถเสนอชื่อตัวแทนโดยได้รับคำแนะนำและการยินยอมจากวุฒิสภาในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุด ภายหลังจากการเสนอชื่อโดยปกติวุฒิสภาจะทำการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการยุติธรรมแห่งวุฒิสภา (Senate Judiciary Committee) จะจัดการรับฟังความเห็นเพื่อการรับรองหรือที่เรียกว่า “confirmation hearing” จากผู้พิพากษาเพื่อสอบถามถึงทัศนคติต่าง ๆ ทั้งปรัชญาทางกฎหมาย ประวัติการทำงาน ความคิดทางสังคม จนไปถึงเรื่องส่วนตัว รวมถึงรับฟังความเห็นของผู้ที่เคยทำงานหรือมีประสบการณ์กับว่าที่ผู้พิพากษาท่านนั้น หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสมหรือไม่ โดยคณะกรรมาธิการฯ จะลงคะแนนในขั้นต้นว่าจะรับรองว่าที่ผู้พิพากษาท่านนี้หรือไม่ ก่อนจะเสนอเรื่องไปในที่ประชุมของวุฒิสภาเพื่อลงคะแนนเสียงรับรองในขั้นต่อไปจนจบกระบวนการ กล่าวโดยสรุป คือ “ประธานาธิบดีเสนอชื่อผู้พิพากษา วุฒิสภาลงมติแต่งตั้ง”

ทว่าขั้นตอนการเฟ้นหาผู้พิพากษาของประธานาธิบดีก่อนที่จะมีการเสนอชื่อ จนไปถึงกระบวนการแต่งตั้งและการลงคะแนนเสียงโดยวุฒิสภาในอดีตยังมิได้เป็นกระบวนการที่ “การเมืองเข้มข้น” เหมือนเช่นทุกวันนี้ สมัยก่อนผู้พิพากษาบางท่านที่ประธานาธิบดีเสนอชื่ออาจไม่ใช่คนที่มีความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง รวมถึงปรัชญาทางกฎหมายที่สอดคล้องกับประธานาธิบดีและพรรคที่เสนอชื่อ ผู้พิพากษาบางท่านถูกเสนอชื่อด้วยเหตุผลทางการเมืองและส่วนตัวอื่น มีจำนวนมากที่มิได้ผ่านการพิจารณาประวัติภูมิหลังอย่างละเอียดจนเมื่อแต่งตั้งไปแล้วจึงพบความ “โป๊ะแตก” เพราะผู้พิพากษามีแนวคิดและการตีความกฎหมายที่สวนทางกับประธานาธิบดีหรือพรรคที่เสนอชื่อ

Advertisement

ตัวอย่างหนึ่งของความไปกันไม่ได้ระหว่างผู้พิพากษากับประธานาธิบดีและพรรคผู้สนับสนุนเรื่องหนึ่ง คือ ผู้พิพากษาซานดรา เดย์ โอคอนเนอร์ (Sandra Day O’Connor) ที่เสนอชื่อโดยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งพรรครีพับลิกันในค.ศ.1981 ที่ถูกเสนอชื่อด้วยเพราะช่วงที่เรแกนหาเสียงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้สัญญาว่าจะแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุดผู้หญิงคนแรก ทำให้เรแกนเลือกโอคอนเนอร์ที่เคยเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งมลรัฐแอริโซนาและอดีตวุฒิสมาชิกระดับมลรัฐขึ้นมา แม้เธอจะมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมแต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อนทำให้เธอสามารถเข้าใจถึงทิศทางของสังคมอเมริกันและต้องการสร้างสมดุลทางสังคมที่มิได้เอียงไปทางอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมจนเกินไป เธอสนับสนุนคำพิพากษาสำคัญที่ขัดกับอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมของพรรค เช่น การรักษาคำพิพากษาที่อนุญาตให้การทำแท้งถูกกฎหมาย การสนับสนุนนโยบายให้สิทธิพิเศษคนผิวสีในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย (Affirmation) หรือสนับสนุนคำพิพากษาที่เปิดโอกาสให้กับสตรี เป็นต้น ทำให้เธอกลายเป็นผู้พิพากษาอนุรักษ์นิยมสายกลางที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะลงคะแนนให้กับฝ่ายใด (Swing Vote) ท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดของผู้พิพากษาในศาลสูงสุด และเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของศาลนานหลายปีก่อนเกษียณอายุ

แต่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและภูมิทัศน์ทางการแข่งขันทางการเมืองที่แหลมคมมากขึ้น ทำให้เวทีการแต่งตั้งผู้พิพากษาจึงร้อนแรงมากขึ้นตามลำดับ การเลือกผู้พิพากษาจึงไม่ใช่เรื่องของการหาผู้มีความสามารถทางกฎหมาย คุณสมบัติและความซื่อสัตย์ หรือความเป็นกลางทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของทัศนคติหรือความคิดทางการเมืองต่อประเด็นต่าง ๆ ของผู้พิพากษาและผู้สนับสนุนหรือผู้คัดค้าน การสนับสนุนทางการเมือง กลไกการรณรงค์สนับสนุนผู้เข้าชิงตำแหน่ง จนไปถึงความใฝ่ฝันที่แตกต่างกันถึงอนาคตของสังคมการเมืองอเมริกันเข้ามาเป็นปัจจัยหลักของการพิจารณาด้วย การเลือกผู้พิพากษาในยุคหลังต้องขจัดความเสี่ยงเหล่านี้ด้วยการตรวจสอบประวัติและความคิดการตีความกฎหมายของตัวเลือกจำนวนมาก ค้นหาหลักฐานต่าง ๆ ทั้งการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง บทความที่เขาเขียน คดีความที่เขาทำ คำพิพากษาในอดีต รวมถึงเรื่องส่วนตัวทั้งชีวิตครอบครัว การนับถือศาสนา จนไปถึงรสนิยมการใช้ชีวิตว่าสอดคล้องกับค่านิยมอเมริกันว่าเป็นแบบเสรีนิยมหรือแบบอนุรักษ์นิยม

เรากลับมาเรื่องการเลือกผู้พิพากษาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ที่ผนวกรวมกับเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศทำให้เห็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสังคมอเมริกันผ่านการต่อสู้ทางการเมืองของสองพรรคการเมืองใหญ่ แต่กรณีของผู้พิพากษาคาวาเนามิใช่เรื่องแรกในวงการตุลาการอเมริกา เพราะก่อนหน้าเมื่อ 27 ปีก่อน ในยุคที่การพูดถึงประเด็นการล่วงละเมิดทางต่อผู้หญิงโดยผู้หญิงเองยังเป็นเรื่องต้องห้ามก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คือ กรณีแอนนิตา ฮิลล์ (Anita Hill) ได้กล่าวโทษคลาเรนซ์ โทมัส (Clarence Thomas) ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผิวสีที่กำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลสูงแห่งสหรัฐอเมริกา เพราะว่าเคยคุกคามทางเพศต่อเธอ

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นในค.ศ.1991 เมื่อปธน.จอร์จ บุชผู้พ่อ (George H. W. Bush) แห่งพรรครีพับลิกันได้เสนอชื่อคลาเรนซ์ โทมัส ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำแขวงโคลัมเบียเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันวัย 41 ปีให้เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา แทนนายเธอร์กูด มาร์แชล (Thurgood Marshall) ผู้พิพากษาศาลสูงสุดเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันคนแรกที่ประกาศเกษียณอายุจากตำแหน่งในค.ศ.1991 ด้วยปัญหาสุขภาพ

ก่อนจะเข้าเรื่องของโทมัส เราควรทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการแต่งตั้งผู้ที่จะมาแทนที่ผู้พิพากษามาร์แชล เหตุที่ผู้พิพากษาเธอร์กูด มาร์แชล ไม่ใช่เป็นเพียงข้าราชการตุลาการธรรมดาคนหนึ่ง แต่เป็นนักกฎหมายด้านสิทธิพลเมืองคนสำคัญที่สุดในการต่อสู้คดีเพื่อล้มล้างการแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่เขาเข้าสู่แวดวงตุลาการเขามีผลงานสำคัญทั้งการเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายในกับสมาพันธ์เพื่อการยกระดับชาวผิวสีแห่งชาติ (National Association for the Advancement of Colored People: NAACP) ที่มีบทบาทการว่าความเกี่ยวกับการแบ่งแยกสีผิว ในช่วงที่เขาเป็นทนายได้ว่าความชนะคดีในศาลสูงสุดมากถึง 29 คดี จาก 32 คดี โดยเฉพาะคดี Brown v. Board of Education of Topeka ในค.ศ.1954 ที่ศาลสูงสุดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นโยบายการแบ่งแยกสีผิว (Segregation) ในโรงเรียนของรัฐขัดกับหลักการคุ้มครองความเสมอภาคทางกฎหมายในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่ 14 แห่งรัฐธรรมนูญ (Equal Protection Clause of the Fourteenth Amendment) นำไปสู่การยกเลิกคำตัดสิน Plessy v. Ferguson ของศาลสูงสุดในค.ศ.1896 ที่รับรองการแบ่งแยกสีผิวว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญตราบเท่าที่รัฐยังจัดหาบริการสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนผิวสี ต่อมาเขาจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (United States Court of Appeals for the Second Circuit) ในค.ศ.1961 และอัยการแผ่นดินผู้ว่าความประจำศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Solicitor General of the United States) กระทรวงยุติธรรม ในค.ศ.1965

จากประวัติการทำงานกอปรกับการเติบโตในสายงานตุลาการและกระทรวงยุติธรรมทำให้มาร์แชลได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) ผู้ต้องการเสนอชื่อคนแอฟริกันอเมริกันเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดคนแรกในค.ศ.1967 แม้จะถูกต่อต้านจากวุฒิสมาชิกในรัฐทางใต้ที่ยังสนับสนุนการแบ่งแยกสีผิวอย่างแข็งขันก็ตาม

ด้วยคุณสมบัติของผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางกฎหมายอย่างลึกซึ้งและมีประสบการณ์ทางกฎหมายอย่างเป็นที่ประจักษ์ มรดกทางกฎหมายและการผลักดันสิทธิพลเมืองของอดีตผู้พิพากษาเธอร์กูด มาร์แชล ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทั้งทางกฎหมายและสังคมอเมริกันอย่างกว้างขวาง ทำให้เก้าอี้ที่ว่างลงนี้ถูกจับตามองจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมแห่งพรรครีพับลิกันที่ต้องการแต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีอุดมการณ์ทางอนุรักษ์นิยม และฝ่ายพรรคเดโมแครตที่ต้องการผู้พิพากษาที่มีแนวคิดเสรีนิยม แต่การเกษียณของผู้พิพากษามาร์แชลทื่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครตมายาวนานดูเป็นการเปิดโอกาสให้พรรครีพับลิกันสามารถเลือกผู้พิพากษาหัวอนุรักษ์นิยมเข้าแทนที่

เมื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้พิพากษาโทมัสที่ในขณะนั้นอายุเพียง 41 ปีและถือเป็นผู้พิพากษาที่หนุ่มมากเมื่อเปรียบเทียบกับผู้พิพากษาที่พรรครีพับลิกันเสนอแต่งตั้งก่อนหน้า (อย่างเช่น ประธานาธิบดี จอร์จ บุช เสนอชื่อ ผู้พิพากษาเดวิด ซูเตอร์ (David Souter) อายุ 51 ปี ในค.ศ.1990) และโทมัสเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์เพียงปีเดียว แม้โทมัสจะมีประสบการทำงานในฝ่ายบริหารของรัฐบาลพรรครีพับลิกันมายาวนาน เช่น เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการด้านสิทธิพลเมือง (Assistant Secretary of Education for Civil Rights) และต่อมาได้เป็นประธานคณะกรรมธิการเพื่อความเสมอภาคทางโอกาสของแรงงาน (Equal Employment Opportunity Commission: EEOC) แต่โทมัสก็ถูกวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในแง่คุณสมบัติ เนติบัณฑิตยสภาอเมริกัน (American Bar Association: ABA) ประเมินระดับการทำงานของโทมัสในเกณฑ์มาตรฐาน (qualified) ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผู้พิพากษาศาลสูงสุดท่านอื่นที่ได้รับคะแนนสูงกว่ามาตรฐาน (well-qualified) ความทะเยอทะยานทางการเมืองของโทมัสและการเป็นสามีของนางเวอร์จิเนีย แลมพ์ (Virginia Lamp) ลอบบี้ยิสต์หัวอนุรักษ์นิยมพรรครีพับลิกันทำให้เขาถูกตั้งคำถามถึงผลประโยชน์ทับซ้อนและความเป็นกลางทางการเมือง หรือประวัติการทำงานที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนแอฟริกันอเมริกันแต่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่ไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง การเลือกโทมัสจึงถูกวิจารณ์ว่าการเลือกเพราะการเป็นคนผิวสีมากกว่า เพื่อมาแทนที่ผู้พิพากษามาร์แชลที่เป็นคนผิวสีคนเดียวในศาลสูงสุด

แม้โทมัสจะถูกวิพาก์วิจารณ์แต่หนทางการเป็นผู้พิพากษาศาลสูงของเขาก็ดูจะราบรื่น การเสนอชื่อเขาให้สมาชิกวุฒิสภาโหวตรับรองดูไม่เป็นปัญหา ก่อนจะมีการโหวตรับรองโดยวุฒิสภา โทมัสต้องมาชี้แจงและแสดงวิสัยทัศน์ด้านรัฐธรรมนูญและจุดยืนตนในจัดการรับฟังความเห็นเพื่อการรับรองต่อคณะกรรมาธิการยุติธรรมแห่งวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสมาชิกรับฟังและถ่ายทอดสดต่อสาธารณะเสียก่อนตามขั้นตอนปกติ แต่ช่วงการรับฟังที่กินเวลาหลายวันนั้น นางนินา โทเทนเบิร์ก (Nina Totenberg) ผู้สื่อข่าวศาลของ National Public Radio (NPR) ได้รับเอกสารรายงานของสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศของโทมัสต่อแอนนิตา ฮิลล์ ที่กล่าวหาถึงการล่วงละเมิดทางเพศของโทมัส ก็เลยเป็นข่าวใหญ่และทำให้ทางคณะกรรมาธิการฯต้องเรียกตัวฮิลล์มาให้การ

แอนนิตา ฮิลล์ รองศาสตราจารย์ทางกฎหมายสาวผิวสีวัย 35 ปี แห่งวิทยาลัยกฎหมาย มหาวิทยาลัยรัฐโอกลาโฮมา (University of Oklahoma College of Law) ผู้จบปริญญาตรีทางกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล ได้ชี้แจงถึงการคุกคามทางเพศช่วงที่ Hill ทำงานเป็นเสมียนกฎหมายให้กับโทมัสระหว่างค.ศ.1981-1983 ที่กระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมธิการเพื่อความเสมอภาคทางโอกาสของแรงงาน ว่าถูกโทมัสในใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชาคุกคามทางเพศเธอสองต่อสอง โดยเฉพาะการใช้วาจาที่แสดงนัยยะทางเพศหลายเรื่อง

ประโยค “ใครเอาขนลับมาใส่ในกระป๋องโค้กของฉัน ?” (“Who has put pubic hair on my Coke?”) ที่โทมัสใช้คุกคามฮิลล์เป็นหนึ่งในบทสนทนาหลายเรื่องที่ฮิลล์เปิดเผยและถูกถ่ายทอดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ในขณะที่ฝ่ายโทมัสก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิงโดยกล่าวหาว่าเป็นความพยายามของฝ่ายเสรีนิยมที่ต้องการกีดกันเขาไม่ให้เขาที่เป็น “คนผิวดำหัวอนุรักษ์นิยม” (“Black Conservative”) ได้ตำแหน่ง ตลอดช่วงการรับฟังฯ ของฮิลล์และโทมัส ได้เกิดกระแสการต่อต้านและสนับสนุนต่อทั้งสองในวงการเมืองและประชาชน มีการลอบบี้ทางการเมืองเพื่อให้โทมัสได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษา รวมถึงการติดตามจากสื่อมวลชนต่อการใช้ชีวิตของฮิลล์

อย่างไรก็ดี ช่วงการรับฟังความเห็นยุคนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความยุติธรรมในการเรียกพยานของทั้งสองฝ่าย ในขณะที่พยานของฝ่ายสนับสนุนความบริสุทธิ์ของผู้พิพากษาโทมัสถูกเรียกไปให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ และมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ แต่พยานสองคนที่สนับสนุนฮิลล์กลับถูกคณะกรรมาธิการฯ ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลถึงความน่าเชื่อถือของพยานและความเป็นส่วนตัวของผู้พิพากษาโทมัส นอกจากนี้ การตั้งคำถามของกรรมาธิการที่เป็นผู้ชายทั้งหมดต่อฮิลล์ที่สร้างความลำบากใจ ทั้งจากวุฒิสภาฝ่ายเดโมแครตที่คัดค้านโทมัสและฝ่ายรีพับลิกันที่สนับสนุนโทมัส เช่น วุฒิสมาชิกฮาเวลล์ เวฟลินต์ (Howell Heflin) จากพรรคเดโมแครตถามเธอว่าเป็น “ผู้หญิงที่น่ารังเกียจหรือไม่ คุณมีอาการทางจิตชอบเสียสละตัวเองเกินความจำเป็นหรือไม่ ?” (“Are you a scorned woman?, Do you have a martyr complex?”) ทำให้การต่อต้านผู้พิพากษาโทมัสดูเป็นเรื่องทางการเมืองของสองพรรคแต่ก็มิได้คำนึงถึงเหยื่อและพยานของการล่วงละเมิดทางเพศ

ต่อมาโจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานคณะกรรมาธิการยุติธรรมแห่งวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตที่ตัดสินใจปฏิเสธพยานตอนนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ลงคะแนนเสียงให้โทมัสเป็นผู้พิพากษา ภายหลังได้สารภาพหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีเมื่อค.ศ.2017 ว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของเขาที่ไม่สามารถปกป้องเธอได้ดีพอและ “เขายังติดค้างคำขอโทษต่อเธอ” (“I owe her an apology.”)

ท้ายที่สุดโทมัสจะได้รับการโหวดโดยวุฒิสภาเป็นผู้พิพากษาศาลสูงได้สำเร็จ แต่ก็ด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียดที่สุดตั้งแต่การเลือกผู้พิพากษาศาลสูงนับแต่ศตวรรษที่ 19 คือได้เพียง 52 ต่อ 48 เท่านั้น โทมัสเป็นผู้พิพากษาศาลสูงที่ถูกวิจารณ์จากจุดยืนอนุรักษ์นิยมในการตีความรัฐธรรมนูญด้านสิทธิพลเมืองและเรื่องของแอนนิตา ฮิลล์ยังถูกพูดถึงตลอดมา ช่วงที่ผู้พิพากษาคาวาเนาถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกันก็มีการหยิบยกเหตุการณ์และบริบทแวดล้อมของการแต่งตั้งผู้พิพากษาโทมัสและผู้พิพากษาคาวาเนามาเปรียบเทียบกันโดยสื่อจำนวนมาก

ขณะที่ฮิลล์ถูกมรสุมชีวิตจากการกดดันของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมในรัฐโอกลาโฮมาจนเธอต้องออกจากการเป็นอาจารย์ ต่อมาเธอก็ได้เป็นนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีและเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแบรนไดซ์ (Brandeis University) อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยการคุกคามทางเพศของฮิลล์กลายเป็นหมุดหมายต่อสิทธิพลเมืองที่ทำให้ผู้หญิงกล้าพูดถึงเรื่องที่ถูกมองว่าไม่ควรเอ่ยถึง เธอเป็นนักเคลื่อนไหวคนสำคัญในการต่อต้านการคุกคามทางเพศของผู้หญิง ชื่อของเธอถูกพูดถึงโดยสื่อมากขึ้นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส #MeToo และการเปิดเผยการล่วงละเมิดทางเพศต่อนักแสดงหญิงจำนวนมากของผู้อำนวยการสร้างภาพยนต์ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน (Harvey Weinstein)

ต่อมา HBO Film ได้นำเรื่องราวนี้สร้างเป็นภาพยนตร์ที่ฉายทางโทรทัศน์ช่อง HBO ชื่อ Confirmation (2016) ที่เคอร์รี่ วอชิงตัน (Kerry Washington) นางแบบและนักแสดงจากเรื่อง Django Unchained เล่นเป็นแอนนิตา ฮิลล์ และเวนเดล เพียซ (Wendell Pierce) เล่นเป็นคลาเรนซ์ โทมัส

กรณีผู้พิพากษาโทมัสและผู้พิพากษาคาวาเนาสะท้อนภาพการต่อสู้ทางการเมืองในการคัดเลือกตุลาการที่มีเรื่องข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดทางเพศมาเป็นตัวแปรทางการเมืองสำคัญ แต่มีจุดแตกต่างที่กรณีผู้พิพากษาคาวาเนาเกิดขึ้นในยุคที่มีการตระหนักถึงการคุกคามทางเพศอย่างกว้างขวางและเป็นประเด็นที่ฝ่ายเสรีนิยมและพรรคเดโมแครตใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองนับแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ ทำให้เรื่องนี้ดูจะมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าในอดีตและมีการเรียกร้องทั้งฝ่ายการเมืองของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วนให้สอบสวนข้อกล่าวหาที่นางคริสติน เบลสซี ฟอร์ด มีต่อผู้พิพากษาเบรต คาวาเนา และคาดการณ์ว่าการรับฟังความเห็นต่อนางฟอร์ดจะได้รับความเห็นใจจากทัศนคติต่อการคุกคามทางเพศที่เปลี่ยนไปแตกต่างจากยุคของแอนนิตา รวมถึงการมีวุฒิสภาหญิง 4 คนในคณะกรรมาธิการฯ แตกต่างจากยุคของเธอที่เป็นผู้ชายล้วนทั้งหมด

แอนนิตา ฮิลล์ เธอเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ New York Time เพื่อยืนยันว่าการรับฟังความเห็นต่อผู้พิพากษาคาวาเนาและนางฟอร์ดอย่างยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในการรับฟังเมื่อค.ศ.1991 ว่า

งานของคณะกรรมาธิการยุติธรรมแห่งวุฒิสภาคือการทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อรับใช้ประชาชนชาวอเมริกันให้ดียิ่งขึ้น และไม่ควรใช้อิทธิพลของรัฐบาลเพื่อทำลายชีวิตของพยานผู้ซึ่งถูกเรียกเข้ามาให้การ” (The job of the Senate Judiciary Committee is to serve as fact-finders, to better serve the American public, and the weight of the government should not be used to destroy the lives of witnesses who are called to testify.)

ภาพหน้าปกนิตยสาร Time ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1991 ลงภาพแอนนิตา ฮิลล์ และคลาเรนซ์ โทมัส และภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ Confirmation นำแสดงโดยเคอร์รี่ วอชิงตัน