เดินหน้าชน : วงจรยานรก

27.09.18 | 13:30 น.

นั่งดูข่าวการจับกุมยาเสพติด เห็นการจับกุมยาล็อตใหญ่ๆ แล้วรู้สึกกังวลใจ เพราะยาล็อตใหญ่เดี๋ยวนี้จับได้กลางกรุง หรือปริมณฑล ต่างจากเมื่อก่อนที่สกัดจับตามแนวชายแดน เขตติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน แสดงว่าการลำเลียงยาได้ยกระดับ หลงหูหลงตาเจ้าหน้าที่ทะลักเข้ามาเขตชั้นในแล้ว

ยิ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.ว่า ยาเสพติดที่มีการเล็ดลอดเข้ามา มองได้ใน 2 ประเด็น คือ มีมากอยู่แล้วแต่เราจับไม่ได้ หรือเราจับได้มากขึ้นหรือไม่ พร้อมสั่งกวดขันไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หันมาดูว่าปลายทางคืออะไร เพราะการจับกุมดำเนินคดีก็จะมีนักโทษจำนวนมาก จะมีปัญหาเรื่องคนล้นคุกตามมาอีก ดังนั้นต้องคิดแก้ไขทั้งวงจร

ผมเห็นด้วยที่ต้องแก้ปัญหาทั้งวงจร เพราะระยะหลังๆ มีเพื่อนฝูงคนคุ้นเคยโทรมาระบายให้ฟังเพราะเห็นคนใกล้ชิด คนในครอบครัวหลงเข้าไปในวงจรอุบาทว์นี้ ถือเป็นความทุกข์ที่กระทบคนทั้งครอบครัว ไม่ว่าใครติดยาเสพติดบรรดาญาติพี่น้องก็ทุกข์ใจไปด้วย

วันนี้ยาบ้าที่เล็ดลอดไปถึงเด็กและเยาวชนในวัยเรียนถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนนี้มากขึ้น เพราะถือเป็นลูกค้าชั้นดี เด็กเหล่านี้จะเอาเงินจากไหนมาซื้อยาเสพได้วันละหลายๆ เม็ด ก็ต้องแบมือขอเงินพ่อแม่ ถ้าไม่ได้ก็ข่มขู่ ครอบครัวไหนโดนหนักๆ เข้า พ่อแม่ต้องตัดใจ ใจแข็ง จำใจต้องเป็นคนแจ้งให้ตำรวจมาจับลูกตัวเอง เพราะหวังเป็นที่พึ่งสุดท้ายว่าถูกนำตัวไปบำบัดเพื่อให้หลุดพ้นจากวงจรนี้

กระบวนการเข้าสู่การบำบัดมีระเบียบว่า จะถูกควบคุมตัว 45 วัน พ้นจากนี้แล้ว เจ้าหน้าที่คุมประพฤติจะสัมภาษณ์คนในครอบครัว เพื่อหาข้อสรุปว่าคนที่ติดยานั้นเลิกยาได้แล้ว หรือจะต้องส่งเข้าบำบัดยังสถานบำบัดพิเศษต่ออีก 4 เดือน เพื่อให้เลิกยาเสพติดให้เด็ดขาด โดยมีคณะกรรมการวินิจฉัยว่าเด็กควรได้ใช้เวลาบำบัดเพิ่มหรือไม่ แต่ปัจจุบันสถานบำบัดมีที่ว่างไม่เพียงพอ มีคนอยู่ข้างในล้นแล้ว ซึ่งเท่าที่สอบถามข้อมูลน่าจะมีคนที่ต้องการบำบัดประมาณ 1 แสนคน แต่มีเพียง 70 หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้และงบประมาณที่ได้ก็แทบไม่เพียงพอ

Advertisement

ข้อมูลหน่วยงานพหุภาคีในระบบบังคับบำบัดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ปรากฏว่า หน่วยงานที่รับผู้เสพเข้าสู่กระบวนการนี้ ได้แก่ กองทัพบก 42 แห่ง กองทัพเรือ 4 แห่ง กองทัพอากาศ 13 แห่ง กองบัญชาการกองทัพไทย 3 แห่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 แห่ง กรมการแพทย์ 7 แห่ง และกรมสุขภาพจิต 13 แห่ง ในส่วนของกรมคุมประพฤติมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดปัตตานี จ.ปัตตานี

ตัวเลขการฟื้นฟูผู้ติดยา ปี 2559 มีผู้เข้ารับการบำบัด 17,338 ราย ได้รับงบประมาณ 363 ล้านบาท ปี 2560 เข้าบำบัด 22,648 ราย ได้รับงบ 429 ล้านบาท และปี 2561 เข้ารับการบำบัด 25,109 ราย ได้รับงบเพียง 406 ล้านบาท

จึงเกิดคำถามตามมาว่า นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดผู้เสพลง แต่พอถึงเวลาจะบำบัดคนที่ติดยาให้หลุดพ้นวงจรนี้กลับมีสถานบำบัดไม่เพียงพอ งบประมาณก็จำกัดจำเขี่ย

หากมองว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุล้มเหลว จากเดิมโฟกัสที่การตั้งด่านสกัดจับ ตำรวจจับแล้วมีรางวัลนำจับแต่ละครั้งเป็นข่าวใหญ่โตแล้วก็เงียบหายไป ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน หาวิธีการทำอย่างไรไม่ให้ผู้เสพเมื่อได้รับการบำบัดแล้วย้อนกลับไปเสพอีก ถือเป็นการตัดวงจรยาเสพติดที่ได้ผลมากกว่า

เราคงต้องหันมาบูรณาการงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล และเอกชน ทุ่มเทเปิดรับคนเหล่านี้เข้าไปรักษา เพราะผู้เสพคือผู้ป่วย เชื่อว่าน่าจะได้ผลกว่าการทำงานแบบผักชีโรยหน้า หวังผลเพียงแค่ตัวเลขปลอมๆ เท่านั้น…