หน้าแรก เด่นวันนี้ มนต์เสน่ห์แห่...

มนต์เสน่ห์แห่งอินเดีย อัตลักษณ์คู่โลกจุดเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค : โดย อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน

4.10.18 | 13:06 น.

เมื่อกล่าวถึงประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ ประเทศที่ดูเหมือนมีทั้งอัตลักษณ์และเอกลักษณ์อยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ หลายคนคงต้องปักหมุดลงบนแผนที่โลกเหมือนกัน นั่นคือ อินเดีย เพราะภาพลักษณ์ของประเทศอินเดียคือหากนึกถึงสตรีย่อมปรากฏผ้านุ่งห่มส่าหรี ไหว้ผมแสกกลาง มีรอยจุด (ติกะ) อยู่ตรงกลางหน้าผาก และพนมมือไหว้

หากนึกถึงภาพบุรุษคือชายสวมหมวกคลุมผมบนศีรษะไว้หนวดที่ถูกจัดแต่งทรงอย่างสวยงาม เป็นต้น การคงลักษณะจนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนทั้งโลกได้นั้น ปัจจัยหนึ่งคือสภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นปราการทางธรรมชาติที่คอยป้องกันไม่ให้อิทธิพลของชนชาติอื่นเข้าแทรกแซงและในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นในอินเดียไม่ไหลบ่าออกนอกปราการเหล่านั้น

ตามที่ ศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุริยา รัตนกุล (2546:1) กล่าวว่า ประเทศอินเดียมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ความจริงดินแดนที่เป็นประเทศอินเดียจะนับว่าเป็นทวีปหนึ่งก็ได้ คือเป็นอนุทวีปอยู่ทางด้านใต้ของทวีปเอเชีย มีเนื้อที่ประมาณ 1,122,559 ตารางไมล์ หรือ 3,166,414 ตารางกิโลเมตร คือใหญ่พอๆ กับทวีปยุโรปที่ไม่รวมรัสเซีย ด้วยเหตุที่ประเทศอินเดียกว้างใหญ่ไพศาล ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศจึงแตกต่างกันมาก เช่น รัฐจัมมูแคชเมียร์ ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีหิมะปกคลุมหนาแน่นบนยอดเขา จนได้ชื่อว่าเป็น “มงกุฎแห่งอินเดีย”

ในด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มีทะเลทรายทาร์อันร้อนระอุซึ่งเป็นพรมแดนตามธรรมชาติระหว่างปากีสถานและอินเดียและมีแม่น้ำหลายสายที่มีความสำคัญ เช่น แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรพู มหิ และสรัสวตี เป็นต้น ความโดดเด่นดังกล่าวตลอดจนถึงความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดเหมือนสายน้ำที่ไม่เคยขาดสายแม้ว่าการเข้ามาของราชวงศ์อื่น เช่น ราชวงศ์โมกุล และเครือจักรภพ เช่น ประเทศอังกฤษก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือตัดแม่น้ำสายแห่งความเชื่อให้ขาดสะบั้นลงไปได้จึงทำให้ประเทศอินเดียจึงเป็นจุดเช็กอินสำคัญบนแผนที่โลกสำหรับผู้ใฝ่รู้และนักท่องเที่ยวต้องมาเยือนให้ได้สักหนึ่งครั้งในชีวิต

ความยิ่งใหญ่ด้านกายภาพหรือลักษณะภูมิประเทศทำให้อินเดียมีวัฒนธรรมอันเป็นเสน่ห์ซ่อนตัวอยู่มากมาย ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรมการแต่งกาย อาหาร งานสถาปัตยกรรม และงานจิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นมนต์ขลังที่ให้อินเดียดำรงความเป็นอินเดียดังปรากฏจากอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุสู่สาธารณรัฐอินเดียปัจจุบัน

Advertisement

กาลเวลาได้ทดสอบอินเดียมามากกว่า 3,000-4,000 ปี แล้วว่าไม่มีใครรู้จักอินเดียได้หมดแม้แต่คนอินเดียเอง ดังที่ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิตยสถาน ได้แปลไว้ในบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดียว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ หรืออารยธรรมอินเดียดูเหมือนจะเป็นอารยธรรมเดียวบนโลกใบนี้ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อที่สืบทอดกันมาได้ยาวถึง 2,150 ปี ก่อนพุทธศักราช

สอดคล้องกับที่เซอร์จอห์น มาร์แชล นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีชาวอังกฤษ (อ้างในกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย (2550:71) กล่าวว่า “สิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏออกมาอย่างแจ่มแจ้งโดยไม่พึงต้องสงสัยทั้งที่โมหันโชทะโฑและหะรัปปาก็คือ อารยธรรมเท่าที่เผยโฉมหน้าให้เห็นแล้ว ณ สถานที่ทั้งสองแห่งนี้ มิใช่เป็นอารยธรรมชนิดเริ่มแรก หากเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่และมีทับถมกันมาแล้วเป็นเวลานานบนผืนแผ่นดินอินเดีย ทั้งนี้ ด้วยความพากเพียรของมนุษย์นับเป็นเวลาหลายพันปี ด้วยประการะฉะนี้ นับแต่นี้เป็นต้นไป จึงควรยอมรับกันว่า อินเดียเป็นดินแดนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ริเริ่มและพัฒนาของกระบวนการอารยธรรม เช่นเดียวกับเปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย และอียิปต์”

ความยิ่งใหญ่อลังการของอินเดียจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรียนรู้ค้นคว้าแสวงหาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเรื่องราวแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาดังปรากฏให้เห็นแล้วในปัจจุบัน

ประเทศอินเดียจึงเป็นอัตลักษณ์คู่โลกใบนี้ เป็นแหล่งก่อนกำเนิดความรู้ที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ของโลก ได้แก่ คุรุกุล, มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ของโลก อย่างเช่น มหาวิทยาลัยนาลันทา ตลอดถึงเป็นดินแดนกำเนิดของความเชื่อและศาสนามากมาย เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และศาสนาซิกข์ อันเป็นพื้นฐานของศีลธรรม คุณงามความดีที่มีศาสดาเป็นผู้ค้นพบและวางแนวทางให้ผู้คนได้ดำเนินตามรอยทางที่วางไว้

นอกจากนี้ วรรณกรรมที่ได้บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์ของชาวอินเดียดังเช่นเรื่อง มหาภารตยุทธ์ ได้ทำให้ชาวอินเดียมีความภาคภูมิใจในถิ่นดินแดนของตนมากยิ่งขึ้นโดยเรียกแผ่นดินผืนนี้ว่า ภารตวรรษ อันหมายถึงดินแดนของชาวภารตะที่สืบเชื้อสายมาจากท้าวภารตในมหากาพย์ภารตยุทธ์นั่นเอง และมหากาพย์วรรณกรรมเรื่อง รามายณะที่ได้แพร่ขจรขจายไปในดินแดนอุษาอาคเนย์ซึ่งกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดประชุมนานาชาติเรื่อง “มรดกวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ร่วมในอาเซียน” ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2558

สำหรับผลแห่งการประชุมในครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุด ผู้แทนทุกท่านต่างเห็นชอบร่วมกันอย่างหนักแน่นว่า รามายณะ คือ มรดกทางวัฒนธรรมร่วมของอาเซียนที่สำคัญ และอาจมีประสิทธิภาพที่จะนำไปสู่เอกภาพทางสังคมวัฒนธรรมของพวกเขาได้ในอนาคต

การได้ศึกษาและตระหนักในคุณค่าของมหากาพย์อันยิ่งใหญ่นี้ร่วมกันอีกครั้งนับเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของประชาคมอาเซียน

เพียงเริ่มต้นได้แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศอินเดียมิใช่เพียงแต่อัตลักษณ์คู่โลกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังคงเป็นจุดต่อเชื่อมของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคของโลกโดยอาศัยวัฒนธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว มนต์เสน่ห์ของอินเดียจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากมายไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบลของชาวพุทธทั่วโลก, การไปทัศนาเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่แสงไฟและควันฟืนพวยพุ่งจากการเผาศพริมฝั่งแม่น้ำคงคาซึ่งมีให้เห็นตลอดทั้งวันและทั้งคืน ณ เมืองพาราณสี, การไปชมอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีผู้คนรอต่อคิวเข้าแถวเพื่อเข้าชมวันละมากกว่าหมื่นคนที่เมืองอัครา

และวิถีการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักอาศรม 4 ได้แก่ พรหมจริยะ คฤหัสถ์ถะ วนปรัสถะ และสันยาสี ว่ามีการดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อการเข้าถึงโมกษะ เป็นต้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน
ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
E-mail [email protected]