หน้าแรก เด่นวันนี้ บทเรียน เมียน...

บทเรียน เมียนมา การสร้าง “อำนาจนำ” ของ ออง ซาน ซูจี

25.04.16 | 12:55 น.

หลังจากกำชัยผ่านกระบวนการ “เลือกตั้ง” อย่างเกือบจะเบ็ดเสร็จในสัดส่วนกว่าร้อยละ 90 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ก็ปฏิบัติการรุกคืบ

เข้าไปสู่ในสิ่งที่ศัพท์รัฐศาสตร์เรียกว่า Hegemony

อันหนังสือศัพท์รัฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แก้ไขเพิ่มเติมในการพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2536 บัญญัติออกมาอย่างรวบรัดว่า

1 การครองความเป็นใหญ่

1 การใช้อำนาจครอบงำ

Advertisement

นั่นก็เห็นได้จากการเสนอ ติน จ่อ เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี นั่นก็เห็นได้จากการยึดครองตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญของ ออง ซาน ซูจี จำนวน 4 หน่วยสำคัญในเบื้องต้น

1 สำนักทำเนียบประธานาธิบดี 1 กระทรวงต่างประเทศ

1 กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน 1 กระทรวงศึกษาธิการ

ต่อมาก็ปล่อย กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน ปล่อย กระทรวงศึกษาธิการ คงไว้แต่สำนักทำเนียบประธานาธิบดี กระทรวงต่างประเทศ พร้อมกับการผลักดันตำแหน่ง “มุขมนตรี”

หรือที่ปรึกษาประธานาธิบดีให้กับ ออง ซาน ซูจี

นี่เป็น “อำนาจนำ” ผ่าน “โครงสร้าง” นิติบัญญัติ และบริหาร

บาทก้าวที่ 2 อันเป็นการเหยียบเข้าไปในปริมณฑลแห่ง “อำนาจนำ” ในทางความคิด และในทางการเมืองของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) คือ

1 การปลดปล่อย “นักโทษการเมือง” ครั้งใหญ่

นักโทษการเมืองอันถือกันว่าเป็น “อาชญากรในทางความคิด” เป็นเหยื่อจากระบอบ JUNTA อันโหดร้าย ทารุณ ลิดรอนสิทธิ ลิดรอนเสรีภาพ

เมื่อ ออง ซาน ซูจี ซึ่งเป็นนักโทษการเมืองได้รับ “เลือกตั้ง”

เมื่อพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ได้รับความไว้วางใจจากปวงชน นั่นหมายถึง “อาณัติ” อันได้มาอย่างชอบธรรม

พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และ ออง ซาน ซูจี จึงสามารถแสดงบทบาทของ “อาชญากรผู้ปล่อยนกพิราบ” ตามสำนวนของ “ช่อประทุม” อันเป็นนามปากกา 1 ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้อย่างสง่างาม

นี่คือรูปธรรม 1 แห่งความเป็น “ประชาธิปไตย”

นี่คือรูปธรรม 1 แห่งทิศทางที่สมควรอย่างยิ่งที่พรรคการเมืองอันมีพื้นฐานมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะพึงกระทำ แม้ว่านี่เป็นทิศทางแห่งการสร้างคะแนนเสริมเติมความนิยมภายใต้กระบวนการแห่ง “ประชานิยม”

ยิ่งกว่านั้น บาทก้าวสำคัญ 1 ก็คือ บาทก้าวไปยัง “ชนชาติส่วนน้อย”

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2551 อันเป็นบาทฐานแห่งการปฏิรูปของเมียนมา แบ่งโครงสร้างการบริหารดินแดนส่วนภูมิภาคออกเป็น 14 เขตปกครองหลัก

ครอบคลุม 7 ภาค กับอีก 7 รัฐ

7 ภาค (สำหรับพื้นที่ซึ่งมีประชากรเชื้อสายพม่าตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นส่วนใหญ่) ประกอบด้วย 1 ภาคสะกาย 2 ภาคมัณฑะเลย์ 3 ภาคมะเกว 4 ภาคพะโค 5 ภาคย่างกุ้ง 6 ภาคเอยาวดี 7 ภาคตะนาวศรี

7 รัฐ (สำหรับพื้นที่ซึ่งมีประชากรหลากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชื่อตามรัฐนั้นๆ ตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นส่วนใหญ่) ประกอบด้วย 1 รัฐคะฉิ่น 2

รัฐกะยา 3 รัฐกะเหรี่ยง 4 รัฐมอญ 5 รัฐฉิ่น 6 รัฐยะไข่ และ 7 รัฐฉาน

สถิติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ประชากรพม่ามี 55.16 ล้านคน

มี 135 ชาติพันธุ์ ประกอบด้วย เมียนมาร้อยละ 68 ไทยใหญ่ร้อยละ 9 กะเหรี่ยงร้อยละ 7 ยะไข่ร้อยละ 4 จีนร้อยละ 3 อินเดียร้อยละ 2 และอื่นๆ ร้อยละ 5

“ชนชาติส่วนน้อย” นี่แหละคือ “กองฟืน” อันเป็นเชื้อแห่ง “ปัญหา”

ปัจจุบัน เมียนมาปกครองผ่านรูปแบบแห่ง “สหภาพ” อันเป็นรูปแบบตั้งแต่ได้รับเอกราชเมื่อ พ.ศ.2488 เป็นต้นมา

สนธิสัญญา “ปางโหลง” อาจสร้างสามัคคีได้ระดับ 1

แต่นับจากการลอบสังหารอองซานบิดาของ ออง ซาน ซูจี เป็นต้นมา ไม่ว่ายุคของอูนุ ไม่ว่ายุคของเนวิน ไม่ว่ายุคของ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ปัญหา “ชนชาติส่วนน้อย” ก็ยังดำรงอยู่และรอการปะทุ

และ ออง ซาน ซูจี กำลังยื่นมือเข้าไป “แตะ” ประเด็นว่าด้วย “ชนชาติส่วนน้อย”

คําประกาศล่าสุดจาก ออง ซาน ซูจี คือการเสนอแนวทาง “สหพันธรัฐ” เพื่อสร้างความปรองดอง สมานฉันท์

นี่เป็นทิศทางที่ชนชาติส่วนน้อยต้องการ แต่ก็เป็นทิศทางที่ JUNTA ไม่ต้องการเพราะยังเห็นว่าโครงสร้างเดิมในแบบสหภาพยังมีประสิทธิภาพอยู่

ประเด็นนี้ปัจจัยชี้ขาด คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2551