การเมืองหลังรัฐประหารไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นการเมืองที่ไม่เหมือนการเมืองในอดีต
ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534
ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2520 ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2519 ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2514 ไม่เหมือนเมื่อหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2500
และไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490
การเมืองหลังรัฐประหารในกาลอดีตหากเป็นการต่อสู้แข็งขืนก็เป็นการต่อสู้แข็งขืนผ่านกระบวนการกบฏ
แต่การเมืองใหม่ผ่านการต่อสู้ด้วย “พรรคการเมือง”
เหมือนที่มีการจัดตั้งพรรคพลังประชาชนเข้ามาแทนที่พรรคไทยรักไทย เหมือนที่มีการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเข้ามาแทนที่พรรคพลังประชาชน
ยืนซดกันตรงๆ ด้วยกระบวนการทางการเมือง มิใช่ด้วยอาวุธ
การต่อสู้หลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 รู้กันอยู่ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรค คมช.กับพรรคพลังประชาชนอันเป็นผลผลิตของพรรคไทยรักไทย
มิเช่นนั้นจะมีแผนบันได 4 ขั้นของ คมช.หรือ
เมื่อผ่านการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 แล้วกลายเป็นบันไดหักเพราะชัยชนะเป็นของพรรคพลังประชาชน การฟื้นการต่อสู้ในแบบก่อนรัฐประหารจึงปะทุขึ้นอีก
แล้วก็ลงเอยด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน
หลังจากนั้นพรรคเพื่อไทยอาจใช้รูปการต่อสู้ผ่านพันธมิตรใกล้ชิดคือ นปช.ด้วยการชุมนุมไม่ว่าในเดือนเมษายน 2552 ไม่ว่าในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 แต่ก็ถูกปราบปราม กระทั่งในที่สุดก็ต้องหวนกลับมาต่อสู้ผ่านการเลือกตั้ง
ชัยชนะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 คือ เครื่องยืนยันแนวทาง
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่มีทางเลือกหนทางอื่น นั่นก็คือ เสกปั้น กปปส.ขึ้นแล้วก็ลงเอยด้วยการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
การต่อสู้ภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ต่างฝ่ายต่างปรับวิธีการ ต่างฝ่ายต่างปรับและสร้างแนวรบ
นั่นก็คือ มีการกำหนดกฎกติกาเข้มขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
นั่นก็คือ บรรดาคนที่เคยเคลื่อนไหวบนท้องถนนต่างผันเข้ามาจัดตั้งพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคประชาชนปฏิรูป ไม่ว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ว่าพรรคพลังชาติไทย ไม่ว่าพรรคพลังธรรมใหม่
แล้วรวมศูนย์ไปแวดล้อมโดยรอบ “พรรคพลังประชารัฐ”
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังคงปักหลักอยู่อย่างมั่นคง พร้อมกับแตกแนวออกไปเป็นพรรคเพื่อธรรม และทำท่าว่าอาจเป็นพรรคเพื่อชาติ
ขณะเดียวกัน มิได้มีแต่แนว “เพื่อ” เกิดขึ้น หากแต่ยังมีพันธมิตรเพิ่มเข้ามาอีก
เป็นพันธมิตรที่ไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชาติ
เป็น 2 แนวที่ตั้งประจันหน้ากัน
อาจกล่าวได้ว่า หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ด้านหนึ่ง มีการสร้างแนวที่นำหน้าด้วย “พลัง” และด้านหนึ่ง มีการสร้างแนวที่นำหน้าด้วย “เพื่อ”
ประกาศการต่อสู้ผ่านพรรคการเมือง ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง
ก่อให้เกิดพันธมิตรในแนวร่วมขึ้นโดยอัตโนมัติ 2 แนว นั่นก็คือ 1 แนวที่ต้องการสืบทอดอำนาจ คสช.เห็นด้วยกับรัฐประหาร 1 แนวที่อยู่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
แนวรบ 2 แนวรบนี้แหละที่สร้างความคึกคักทางการเมือง

