2 แนวรบ ใหญ่ : แนวรบ ‘พลัง’ กะ ‘เพื่อ’ : เลือกตั้ง 2562

6.10.18 | 08:40 น.

การเมืองหลังรัฐประหารไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นการเมืองที่ไม่เหมือนการเมืองในอดีต

ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534

ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2520 ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2519 ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2514 ไม่เหมือนเมื่อหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2500

และไม่เหมือนหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490

การเมืองหลังรัฐประหารในกาลอดีตหากเป็นการต่อสู้แข็งขืนก็เป็นการต่อสู้แข็งขืนผ่านกระบวนการกบฏ

Advertisement

แต่การเมืองใหม่ผ่านการต่อสู้ด้วย “พรรคการเมือง”

เหมือนที่มีการจัดตั้งพรรคพลังประชาชนเข้ามาแทนที่พรรคไทยรักไทย เหมือนที่มีการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเข้ามาแทนที่พรรคพลังประชาชน

ยืนซดกันตรงๆ ด้วยกระบวนการทางการเมือง มิใช่ด้วยอาวุธ

การต่อสู้หลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 รู้กันอยู่ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรค คมช.กับพรรคพลังประชาชนอันเป็นผลผลิตของพรรคไทยรักไทย

มิเช่นนั้นจะมีแผนบันได 4 ขั้นของ คมช.หรือ

เมื่อผ่านการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 แล้วกลายเป็นบันไดหักเพราะชัยชนะเป็นของพรรคพลังประชาชน การฟื้นการต่อสู้ในแบบก่อนรัฐประหารจึงปะทุขึ้นอีก

แล้วก็ลงเอยด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน

หลังจากนั้นพรรคเพื่อไทยอาจใช้รูปการต่อสู้ผ่านพันธมิตรใกล้ชิดคือ นปช.ด้วยการชุมนุมไม่ว่าในเดือนเมษายน 2552 ไม่ว่าในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 แต่ก็ถูกปราบปราม กระทั่งในที่สุดก็ต้องหวนกลับมาต่อสู้ผ่านการเลือกตั้ง

ชัยชนะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 คือ เครื่องยืนยันแนวทาง

น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่มีทางเลือกหนทางอื่น นั่นก็คือ เสกปั้น กปปส.ขึ้นแล้วก็ลงเอยด้วยการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

การต่อสู้ภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ต่างฝ่ายต่างปรับวิธีการ ต่างฝ่ายต่างปรับและสร้างแนวรบ

นั่นก็คือ มีการกำหนดกฎกติกาเข้มขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

นั่นก็คือ บรรดาคนที่เคยเคลื่อนไหวบนท้องถนนต่างผันเข้ามาจัดตั้งพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคประชาชนปฏิรูป ไม่ว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ว่าพรรคพลังชาติไทย ไม่ว่าพรรคพลังธรรมใหม่

แล้วรวมศูนย์ไปแวดล้อมโดยรอบ “พรรคพลังประชารัฐ”

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังคงปักหลักอยู่อย่างมั่นคง พร้อมกับแตกแนวออกไปเป็นพรรคเพื่อธรรม และทำท่าว่าอาจเป็นพรรคเพื่อชาติ

ขณะเดียวกัน มิได้มีแต่แนว “เพื่อ” เกิดขึ้น หากแต่ยังมีพันธมิตรเพิ่มเข้ามาอีก

เป็นพันธมิตรที่ไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชาติ

เป็น 2 แนวที่ตั้งประจันหน้ากัน

อาจกล่าวได้ว่า หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ด้านหนึ่ง มีการสร้างแนวที่นำหน้าด้วย “พลัง” และด้านหนึ่ง มีการสร้างแนวที่นำหน้าด้วย “เพื่อ”

ประกาศการต่อสู้ผ่านพรรคการเมือง ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

ก่อให้เกิดพันธมิตรในแนวร่วมขึ้นโดยอัตโนมัติ 2 แนว นั่นก็คือ 1 แนวที่ต้องการสืบทอดอำนาจ คสช.เห็นด้วยกับรัฐประหาร 1 แนวที่อยู่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

แนวรบ 2 แนวรบนี้แหละที่สร้างความคึกคักทางการเมือง