การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกรมต่างๆ ของกระทรวงคมนาคม ที่ทำให้ “สนิท พรหมวงษ์” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และ “ธานินทร์ สมบูรณ์” อธิบดีกรมทางหลวง ตัดสินใจลาออกจากชีวิตราชการหลังถูกเด้งไปเป็นรองปลัดกระทรวงคมนาคม
ขณะเดียวกันมีเสียงสะท้อนจากคนในกระทรวง ถึงผลจากการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวว่าการทำงานในกรมต่างๆ ส่อจะไปในด้านลบมากกว่าบวก
อย่าง “กรมการขนส่งทางบก” ที่ออกกฎหมายห้ามรถปิกอัพบรรทุกผู้โดยสารท้ายรถ ที่ไม่สามารถบังคับใช้อย่างเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย
เรื่องใบขับขี่ ที่มีแนวคิดจะออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้ไม่พกพา ก็ถูกหลายฝ่ายออกต่อต้านอย่างหนัก
หรือเรื่องการสร้างสถานีขนส่งเพื่อรองรับโครงการรถไฟฟ้า ก็ยังมีปัญหาการเลือกจุดที่ไม่เหมาะสม สถานีหมอชิตใหม่ ก็จะย้ายกลับไปที่หมอชิตเดิมอีก
ส่วน “กรมท่าอากาศยาน” ก็มีปัญหามาตรฐานความปลอดภัยสนามบินในกำกับดูแลของกรมท่าอากาศยาน ที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และด้อยกว่าสนามบินในการกำกับดูแลของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.)
แต่กรมที่น่าจะลบมากสุด เห็นจะเป็น “กรมเจ้าท่า” ที่การทำงานส่อว่าจะมีปัญหา อย่างกรณี การทำประมงที่ผิดกฏหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม(ไอยูยู) ซึ่งสหภาพยุโรป(อียู) ให้ใบเหลืองไทยมา 5 ปีแล้ว ยังไม่สามารถแก้ไขได้
ส่วนหนึ่งมาจากการดึงคนนอกที่ไม่มีความรู้ ไร้ประสบการณ์มาบริหาร จึงไม่เข้าใจสภาพปัญหาทำให้การแก้ไขผิดพลาด เช่น การออกกฏหมายควบคุมเรือประมง หากไม่มาต่อทะเบียนเมื่อใบอนุญาตหมดอายุภายใน 30 วัน จะยกเลิกทะเบียนเรือ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักสากล และทำให้ชาวประมงที่ถูกยกเลิกทะเบียนเรือ ต้องเดือดร้อนอย่างหนัก
ทั้งที่ ควรให้โอกาสกับเจ้าของเรือประมง 2-3 ปี เพื่อให้เรือประมงเข้ามาอยู่ในกรอบของกฏหมาย
อีกกรณีเรื่องการกู้ซากเรือฟินิกซ์ ที่ล่มในทะเลภูเก็ต ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตจำนวนมาก ที่ผู้บริหารเคยรับปากจะกู้ซากเรือได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่ผ่านมา 2 เดือนแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้ทางการจีน ข้องใจว่าทางไทยต้องการปกปิดอะไร ถึงไม่ยอมกู้ซากเรือหรือหวังจะให้ความลับหายไปกับเรือฟีนิกซ์ที่อยู่ใต้ท้องทะเล ซึ่งเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจีนมาท่องเที่ยวในไทยลดลง เกิดความเสียหายอย่างหนักในขณะนี้
เรื่องการนำเรือขนาดใหญ่บรรทุกแก๊สทำเป็นคลังเก็บแก๊สกลางทะเล ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าใบอนุญาตไม่ควรเกิน 2 ปี แต่กลับแก้เป็น 5 ปี ไม่รู้ว่าเอื้อให้เอกชนหรือไม่
นอกจากนี้ การบริหารงบประมาณของ “กรมเจ้าท่า” อยู่ในอันดับบ๊วยจาก 8 หน่วยของกระทรวงคมนาคม โดยเบิกจ่ายงบประมาณเป็นลำดับสุดท้าย เพราะไม่รู้เรื่อง จึงไม่กล้าตัดสินใจ
เป็นเสียงสะท้อนจากคนในกระทรวงคมนาคม ที่ผิดหวังต่อการทำงานจากผู้บริหารที่ได้รับแต่งตั้ง โดยไม่มีความรู้และความสามารถ ที่เหมาะกับงานแต่ละกรม กลับเลือกเอาคนใกล้ชิดที่ชอบประจบเอาใจนาย ทั้งที่ไร้ความรู้ ขาดประสบการณ์ ทำให้งานออกมาแย่
ก็ได้แต่หวังว่าเสียงสะท้อนนี้จะได้ยินไปถึง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม และ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ เพื่อจะได้ติดตามดูว่างานแต่ละกรมของกระทรวงคมนาคมนั้นดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม เผื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น

