น่าจับตาว่า “ตลาดนัดจตุจักร” ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มีมติให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าในตลาดแห่งนี้ได้จริงหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้ค้า ในนาม “สหกรณ์ผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร” ร้องเรียนว่าถูกเรียกเก็บค่าเช่าแผงในอัตราที่สูง แถมยังมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ เพราะการรถไฟฯ มีกำลังบุคลากรไม่เพียงพอ มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บขยะ และการรักษาความสะอาด จนนำไปสู่การมีมติดังกล่าว
ตลาดนัดจตุจักรนั้น ถือเป็นกรณีคลาสสิก นับจากที่ กทม.ย้ายตลาดนัดจากท้องสนามหลวงไปอยู่บนที่ดินของการรถไฟฯ ในย่านจตุจักร ในปี 2525 ซึ่งขณะนั้นไม่มีการทำสัญญาเช่าพื้นที่ ต่อมาเมื่อตลาดเริ่มเป็นที่รู้จัก ในปี 2530 กทม.จึงมีการทำสัญญาเช่าที่ดิน 68 ไร่ 95 ตารางวา กับการรถไฟฯ เป็นเวลา 25 ปี อัตราค่าเช่า 1.6 ล้านบาทต่อปี เมื่อสิ้นสุดสัญญาในปี 2554 การรถไฟฯ ไม่ต่อสัญญาให้ กทม.จึงจำต้องคืนพื้นที่ให้การรถไฟฯ ในวันที่ 5 มกราคม 2555 และนับแต่นั้นมา การรถไฟฯ ก็เข้าบริหารจัดการพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน
ทว่า ในเร็วๆนี้ ตลาดนัดจตุจักรกำลังจะกลับไปอยู่ในมือของ กทม.อีกครั้ง โดยจากการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ มีมติให้ กทม.เก็บค่าเช่าแผง 1,800 บาท จาก 3,157 บาทต่อเดือน จ่ายค่าเช่าที่ดินให้การรถไฟฯ 100 ล้านบาทต่อปี และระหว่างนี้ กทม. กับ การรถไฟฯ จะต้องหารือกันอีกครั้งว่า จะมีทางใดที่ทำให้ค่าเช่าแผงค้าลดลงได้อีก เพราะผู้ค้ากำลังจะหมดสัญญาเช่าแผงในต้นปี 2562 อีกทั้งตัวแทนผู้ค้าได้เสนอให้ลดอัตราค่าเช่าลงเหลือแผงละ 800 บาทต่อเดือน
ตลาดนัดจตุจักร เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก มีผู้ค้ากว่า 8,000 ราย มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี แม้ กทม.จะยินดีรับตลาดนัดจตุจักรมาบริหารเอง เพราะมีความเชี่ยวชาญในการบริการจัดการตลาดอยู่แล้ว อีกทั้งมีกำลังคนพร้อมทำงาน แต่ใช่ว่าจะราบรื่นนัก เพราะโจทย์ยาก คือ 1.จะแก้ไขปัญหาการเช่าช่วงอย่างไร 2.จะจัดการกับแผงค้าแบกะดินที่มีกระจัดกระจายในตลาดนัดอย่างไร และ 3.จะบริหารจัดการให้โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้อย่างไร

