หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘ซีไอเอ’เปิดเ...

‘ซีไอเอ’เปิดเผยผู้บงการเบื้องหลังฆาตกรรม ภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย อิสตันบูล ตรุกี

7.12.18 | 14:02 น.

การฆาตกรรม “จามาล คาช็อกกี” ชาวซาอุดีอาระเบีย คอลัมนิสต์วอชิงตันโพสต์ ภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียอิสตันบูล ตุรกี ใครเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ได้พุ่งหัวหอกไปที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บินซัลมาน องค์มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เห็นพ้อง

จึงช่วยแก้ต่างด้วยคำพูด “อเมริกาเฟิร์สต์”

อันเป็นเหตุผลที่ไม่ลงโทษรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย

คำพูดของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ทำให้สังคมเกิดความสับสน

Advertisement

เด่นชัดยิ่งว่า ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง พันธมิตรที่มีประโยชน์ต่อสหรัฐ ก็สนับสนุนโดยใช้สำนวนโวหารสาธยายสรรพคุณเสมอยากล่อมประสาท

ส่วนสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ ทรัมป์ไม่สนใจ

เพราะผลการเลือกตั้งมิดเทอม ยืนยันฐานเสียงอันมั่นคง ทรัมป์จึงหลงระเริงจนสร้างปัญหาตั้งแต่การเกรี้ยวกราดสื่อ ตำหนิผู้พิพากษา และถูกกล่าวหาว่าปกป้องเจ้าชายโมฮัมเหม็ด

ทรัมป์ไม่คำนึงถึงคุณค่าแห่งปรัชญาทางการเมืองที่สังคมอเมริกันชนยึดถือ

เป็นความระทึก

เมื่อต้นเดือนตุลาคม หลังจาก “จามาล คาช็อกกี” ถูกฆาตกรรมในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย อิสตันบูล เบื้องต้นซีไอเอได้ทำการสืบสวนสอบสวนจากข้อมูลหลายด้าน และสรุปผลในปริโยสานว่า “เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บินซัลมาน เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรม”

ซีไอเอรายงานต่อทำเนียบขาวและสภาคองเกรสว่ามีความมั่นใจและยืนยันความเป็นจริง

ก่อนที่จะมีรายงานของซีไอเอ “โดนัลด์ ทรัมป์” ให้คำมั่นว่า “หากปรากฏคดีได้พาดพิงถึงรัฐบาลซาอุดีอาระเบียจะทำการลงโทษสถานหนัก แต่เมื่อซีไอเอได้เปิดเผยมูลเหตุแห่งคดี เขากลับช่วยแก้ต่างให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ดอย่างเต็มกำลังความสามารถ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่าเจ้าชายอาจทรงทราบเรื่อง และกล่าวว่า ไม่ว่าจะทำหรือไม่ แต่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดกับกษัตริย์ซัลมานได้ทรงปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ทรัมป์ในยามนี้ดูเหมือนทำหน้าที่เป็น “พีอาร์” ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย

ทรัมป์ยืนยันว่า ซาอุฯเป็นพันธมิตรที่สำคัญมากของสหรัฐ อันช่วยสร้างงานให้สหรัฐถึงหลายแสนตำแหน่ง อีกทั้งตอบสนองต่อการเรียกร้องของสหรัฐในการปรับลดราคาน้ำมัน เชื่อว่าไม่มีใครยอมให้คดี “จามาล คาช็อกกี” เป็นเหตุให้ต้องสูญเสียตำแหน่งงานเป็นจำนวนมหาศาล และอาจต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงลิ่วอีกด้วย

พินิจคำพูดของทรัมป์ คือไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี เป็นการใช้อำนาจทำลายหลักของตรรกะ

พิเคราะห์การประเมินผลแห่งคดีของซีไอเอ แม้ว่าหลักฐานยังไม่แน่นพอ แต่พยานแวดล้อมสมบูรณ์ เช่น ซีไอเอได้ดักฟังการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐกับ “จามาล คาช็อกกี” โดยแจ้งให้ไปรับเอกสารที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย อิสตันบูล และซีไอเอเชื่อว่า เป็นรับสั่งของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด

แม้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียโต้กลับว่าซีไอเอสร้างเรื่อง และแม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ช่วยแก้ต่างให้ แต่ก็มิได้หมายความว่ารายงานของซีไอเอคือข้อความอันเป็นเท็จ

การแก้ตัวของทรัมป์ ดูเหมือนเป็นการทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้เจือจาง

พฤติการณ์ของทรัมป์เข้าทำนอง “ตีปลาหน้าไซ”

ย้อนมองอดีตปี 2006 สายลับรัสเซียถูกฆาตกรรม สหรัฐและสหราชอาณาจักรเห็นพ้องกันว่าเป็นแผนของมอสโก ต่อมาเมื่อปี 2016 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ออกแถลงการณ์สรุปผลการตรวจสอบแห่งคดีว่า “ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เป็นผู้สั่งให้ฆ่า” ทั้งที่สหรัฐและสหราชอาณาจักรไม่มีหลักฐาน เพียงอาศัยพยานแวดล้อม วันนั้นสหรัฐก็อาศัยพยานแวดล้อมเป็นข้ออ้างทำการคว่ำบาตรรัสเซีย แต่วันนี้ถ้าทรัมป์อ้างว่าไม่มีหลักฐานนำสืบ เพียงพยานแวดล้อมลงโทษซาอุดีอาระเบียมิได้ ก็คงรับฟังไม่ได้

ทรัมป์กล่าวว่า แม้เจ้าชายโมฮัมเหม็ดจะทรงทราบมูลแห่งคดี แต่สหรัฐกับซาอุดีอาระเบียจะเป็นพันธมิตรถาวรและเป็นนิรันดร์ เพราะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความมั่นคงของสหรัฐ

เมื่อทรัมป์ปริปากครั้งใดก่อนอื่นก็คือ “อเมริกาเฟิร์สต์” และตามด้วย “โลกนี้อันตรายมาก”

มุมหนึ่งทรัมป์โจมตีอิหร่านว่าสนับสนุนลัทธิก่อการร้าย คุกคามประเทศเพื่อนบ้าน อีกมุมหนึ่งก็ชื่นชมซาอุฯว่า มีมนุษยธรรมช่วยเหลือเพื่อนบ้าน คัดค้านประเทศที่ใช้ลัทธิก่อการร้าย

เขากล่าวว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียประสงค์จะลงทุนในสหรัฐ 4.5 แสนล้านเหรียญ และสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อีกนับแสนล้านเหรียญ

ถ้าสหรัฐปฏิเสธ ออเดอร์ก็จะต้องตกไปอยู่ในมือของจีนและรัสเซีย

แต่คลังสมอง (Think Tank) วอชิงตันรายงานว่า สัญญาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของซาอุฯนำมาซึ่งการสร้างงานไม่ถึง 2 หมื่นตำแหน่ง คำพูดของทรัมป์เกินกว่าความเป็นจริง กองทัพซาอุฯจำเป็นต้องพึ่งฮาร์ดแวร์ของสหรัฐ จึงเป็นไปมิได้ที่จะไปใช้ของจีนหรือรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ มิได้จดจำเรื่องที่ซาอุฯถล่มเยเมน และลืมเรื่องความสัมพันธ์ของอัลเคด้าและกลุ่มประเทศอิสลาม ตลอดจนเหตุการณ์ 911 คือความจริงของคนซาอุดีอาระเบีย

ดูประหนึ่งว่า ทรัมป์สนใจแต่ผลประโยชน์ ถ้ายินยอมให้เงินก้อนโตแก่สหรัฐ และยอมเป็นเบี้ยหมากรุกให้แก่สหรัฐ สหรัฐก็ไม่สนใจประเด็นอื่น

บรรดาประเทศเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง แอฟริกาที่ใกล้ชิดกับสหรัฐ เมื่อเห็นพฤติการณ์ขวานผ่าซากของทรัมป์ ต่างก็มีความกลัว เพราะเกรงว่าทรัมป์จะมีอาการหนักขึ้น และวันหนึ่งในอนาคตประเทศของตนก็คงไม่แคล้วการถูกคุกคาม

การเลือกตั้งมิดเทอม พรรครีพับลิกันมีคะแนนเพิ่มขึ้นในวุฒิสภา เป็นผลงานของทรัมป์ ได้แต้มสะสมเพิ่มขึ้น เป็นการสะท้อนให้เห็นว่านโยบายประชานิยมแบบขวาจัดของเขาได้รับความนิยม หลังการเลือกตั้ง เขาจึงหลงใหลได้ปลื้ม ดีกรีก็สูงขึ้น เมื่อไม่สบอารมณ์เรื่องใดก็ตวาดหรือเกรี้ยวกราดอย่างดุเดือด เหยื่อรายแรกคือนักข่าวประจำทำเนียบขาวรุ่นแรกของ CNN ต่อมาก็ตำหนิการพิพากษาคดีของผู้พิพากษาว่าทำลายความมั่นคงของประเทศ

“โดนัลด์ ทรัมป์” เกรี้ยวกราดสื่อ ลิดรอนเสรีภาพสื่อ ขาดความเคารพยำเกรงอำนาจศาล

จึงกลายเป็นที่เพ่งเล็งของสังคมอเมริกันและชาวโลก

การที่เพิกถอนบัตรนักข่าวทำเนียบขาวของ CNN แม้กระทั่งสำนักข่าวขวาจัดอย่าง FOX ก็ยังไม่พอใจ จึงทำการคัดค้านต่อต้านอย่างเปิดเผยและรุนแรงยิ่ง

ผู้พิพากษาสูงสุดคนแรกของสหรัฐทนต่อความก้าวร้าวของทรัมป์ไม่ได้ จึงต้องระบายออกว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษามีความเสมอภาค รัฐบาลควรต้องเคารพอำนาจของศาล” แต่มิได้เอ่ยชื่อทรัมป์

อนึ่ง พฤติกรรมของทรัมป์ที่มีต่อคดี “จามาล คาช็อกกี” ทำให้อเมริกันชนมีความรู้สึกในประเด็นที่เขาเน้นย้ำมาโดยตลอดอันเกี่ยวกับคุณค่าแห่งปรัชญาทางการเมืองนั้น

บัดนี้ ไร้ซึ่งคุณค่า

จากประเด็น CNN และโจมตีอำนาจตุลาการ ตลอดจนคดี “คาช็อกกี” ทำให้สังคมมองว่าคำพูดของทรัมป์ “อเมริกาเฟิร์สต์” และ “ความมั่นคงประเทศ” ได้กลายเป็นวลีแก้ต่างในหลากหลายเรื่องราวเสมือนยาสามัญประจำบ้าน

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช