ความสุขหรือความพอใจกับชีวิตเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ให้ความเห็นได้ ตอบได้โดยไม่ต้องใช้เวลาคิดมาก อุตสาหกรรมหรือบริการที่ตอบสนองความสุขของมนุษย์นั้นเกิดและโตมากับมนุษย์นานมาแล้ว แต่หนังสือที่เขียนศึกษาเรื่องความสุข (หรือความทุกข์) ของมนุษย์โดยนักวิชาการนั้น เพิ่งมีมากเป็นพิเศษในช่วงประมาณ 20 ปีมานี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาค้นหาความจริงในเชิงประจักษ์ อะไรที่ทำให้คนระดับต่างๆ ในประเทศมีความสุขในช่วงเวลาหนึ่งหรือเมื่อเวลาผ่านไปมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คำถามง่ายๆ ที่ใช้ในการสำรวจคือการถามว่าคุณมีความสุขหรือความพอใจกับชีวิตของคุณแค่ไหน โดยมี Scale หรือช่วงตั้งแต่ศูนย์ซึ่งต่ำสุดถึงสูงสุด คือ 5 หรือ 10
คำตอบหรือคำถามหรือความสุขความพอใจในชีวิตนั้นดูเหมือนว่าคำว่าความสุขหรือความพอใจในชีวิตนั้นง่ายมาก ในความเป็นจริงมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของคำตอบของผู้ถูกถามจริงๆ มีความซับซ้อน โดยเฉพาะกระบวนการคิดที่เกี่ยวกับชีวิต หนังสือที่ให้ความสำคัญกับความสุขนั้นมีมากมายเป็นพันเป็นหมื่นเล่ม แต่ผู้เขียนคิดว่ามีเล่มเดียวที่สามารถอธิบายประเด็นปัญหาข้างต้นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มีความเป็นเหตุเป็นผลคือหนังสือเรื่อง Thinking, Fast and Slow ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2011 ของนักจิตวิทยาที่ได้รับรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ Daniel Kahneman
ทำไมการประเมินชีวิตจากข้อมูลสำรวจเรื่องความพอใจในชีวิตจึงมีปัญหาในการประเมิน
ใน ประเด็นแรก Kahneman คิดว่าคนทั่วไปมีกระบวนการคิดในเรื่องต่างๆ ที่ซ้อนกันอยู่เป็น 2 ระบบ ระบบที่ 1 เป็นระบบที่คิดหรือให้คำตอบได้โดยอัตโนมัติเป็นวิธีการคิดที่เร็ว มีพื้นฐานอยู่ที่การใช้ความรู้สึก อารมณ์หรือจากประสบการณ์ลองผิดลองถูก (heuristic) ระบบเช่นนี้แม้จะมีประโยชน์ แต่ว่าส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง ผู้ประเมินมักเข้าข้างตัวเองมีความเชื่อมั่นสูงเกินไป ส่วนระบบที่ 2 เป็นระบบที่ตรงกันข้ามคือเป็นระบบที่คิดช้า เป็นการคิดด้วยเหตุด้วยผล
ประเด็นที่สอง
1.ส่วนหนึ่งของความสับสนระหว่างชีวิตหรือสิ่งที่เกิดขึ้น หรือความเป็นตัวตนเป็นประสบการณ์ในชีวิตตลอดเวลา Experienced Self เรียกย่อว่า (ES) ซึ่งต่างกับประสบการณ์ชีวิตที่เก็บไว้หรือเกิดจากความทรงจำเท่านั้น Remembering Self เรียกย่อว่า (RS) ส่วน ES เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมีความต่อเนื่องทุกๆ ชั่วขณะหรือ moment แต่ละชั่วขณะประมาณ 3 วินาทีวันละ 20,000 moment หรือเดือนละ 600,000 ตลอดชีวิตโดยเฉลี่ยก็อาจจะประมาณหกร้อยล้านโมเมนต์ ชีวิตในแต่ละชั่วขณะเกี่ยวพันทั้งความคิด ความรู้สึก สะท้อนออกมาทางอารมณ์ ร่างกาย เช่น ปวด เหนื่อย เครียด สบายใจ ที่น่าสนใจคือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดแทบไม่มีอะไรเหลือร่องรอยถ้าไม่อยู่ในความทรงจำ ทั้งชีวิตอาจจะเป็นความทรงจำสักหนึ่งล้านโมเมนต์ แม้ว่าในชีวิตเรา เราคงต้องการความสุขที่มาจาก ES และ RS แต่ในความเป็นจริง RS จะเป็นตัวกำหนดหรือมีบทบาทสำคัญในการกำหนดการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ES และ RS ต่างกันในประเด็นสำคัญที่ว่า ES อยู่กับปัจจุบัน เราสามารถทำวิจัยเกี่ยวกับความสุขและความทุกข์ในการดำเนินชีวิตที่เป็นวัตถุวิสัยหรือ Objective แม้กระทั่งในระดับประจำวัน เช่น ถามเขาว่าเมื่อวานนี้ใน 24 ชั่วโมงหลังจากหักเวลาที่ใช้ในการนอน 8 ชั่วโมง ใน 16 ชั่วโมง เขาทำอะไรบ้าง สามารถสร้าง U-Index ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดสภาวะอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือด้านลบ เช่น อยู่ในระดับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบหญิงและชายและระหว่างประเทศ ส่วนชีวิตที่เป็นความทรงจำหรือ RS นั้นมีบทบาทในการประเมินภาพรวมของชีวิต เช่น คำถามที่ว่าคุณพอใจกับชีวิตคุณไหม มากแค่ไหน มักที่ใช้กันในแบบสอบถามเปรียบเทียบระหว่างประเทศ เช่น ของ World Happiness Report เป็นต้น RS จึงเป็นการเขียน story ชีวิตคล้ายนวนิยาย หรือ ละคร
2.เพื่อให้เห็นถึงความสับสนและผลที่ตามมาของกับดักความรับรู้ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยพูดกับเพื่อนร่วมงานว่าฟังแผ่นเสียง ซิมโฟนี่ของเบโทเฟนไป 40 นาที มีความสุขสุดยอดจนกระทั่งแผ่นเสียงตกร่องเสียงน่ากลัวจากรอยข่วน ประสบการณ์ทั้งหมดถูกทำลายหมดสิ้น ผิดหวังมาก จะเห็นได้ว่าจากข้อเท็จจริงใช้ตรรกะของ Kahneman อาจารย์ผู้นั้นสับสนระหว่างประสบการณ์และความทรงจำจริงๆ แล้วประสบการณ์ไม่ได้ถูกทำลาย เขามีความสุขความพอใจที่ได้จากมันเกือบ 40 นาที แต่ความทรงจำจากประสบการณ์ต่างหากที่ถูกทำลาย สำหรับเขาประสบการณ์สุดยอดที่เกิดขึ้นก่อนเสียงรอยข่วน เขาไม่ให้ความสนใจกับมันเลย เขาสนใจแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนจบโดยละเลยไม่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาก่อนหน้า ซึ่งมักจะเป็นกระบวนการคิดลักษณะหนึ่งของวิธีคิดระบบที่ 1 ซึ่งจริงๆ ไม่ถูกต้องและไม่สมเหตุผล
มีตัวอย่างอื่นๆ ในชีวิตอีกมากมายของวิธีการคิดในลักษณะนี้ เช่น ชีวิตการแต่งงานที่จบลงด้วยการหย่าร้าง วิธีการคิดที่ไม่ให้ความสำคัญกับความยาวนานของระยะเวลาและการเน้นหรือให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าเป็น peak-end rule มักจะเป็นความรู้สึกหรือถูกตีความว่าชีวิตการแต่งงานทั้งหมดล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะจุดจบคือการหย่าร้างทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าตลอดชีวิตการแต่งงานก่อนการหย่าก็คงมีช่วงของความสุข อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการไปพักผ่อนท่องเที่ยว การคิดแบบละเลยระยะเวลาจะมีนัยยะว่าการไปพักผ่อนท่องเที่ยว 1 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ให้ความพอใจไม่ได้ต่างกันถ้าไม่มีอะไรที่เป็นหรือ
ควรแก่ความทรงจำทั้งๆ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในความเป็นจริงความสุขที่เป็นประสบการณ์ในลักษณะชั่วขณะต่างๆ เป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวหรือการใช้ชีวิต ไม่ต้องถ่ายรูปหรือวิดีโอเก็บไว้ดูก็ได้
อีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหากับดักของการรับรู้ก็เช่น การทดลองของ Kahneman ที่ทำกับนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ในครั้งที่ 1 โดยให้เอามือแช่อยู่ในภาชนะน้ำแข็งเย็นจัดแต่ยังพอทนได้เป็นเวลา 60 วินาที โดยน้ำเย็นนี้มีอุณหภูมิอยู่ที่ 14 องศาเซลเซียส หลังจากนั้น ครั้งที่ 2 ทดลองกับนักศึกษากลุ่มเดียวกันนี้โดยใช้เวลารวม 90 วินาที ซึ่งยาวกว่าครั้งแรก โดยในครั้งที่ 2 หกสิบวินาทีแรกอุณหภูมิความเย็นของน้ำแข็งเหมือนครั้งแรกหลังจากนั้นอีก 30 วินาทีอุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 15 องศาเซลเซียส ผลจากการทดลองปรากฏว่านักศึกษาชอบหรือพอใจกับการทดลองในครั้งที่ 2 มากกว่าครั้งแรก สาเหตุเนื่องมาจากแม้ peak จะเท่ากันระหว่างครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 แต่จุดจบความเย็นหรือความเจ็บปวดจะน้อยกว่าแม้มีการขยายระยะเวลาไปอีก 30 วินาที ซึ่งให้ความรู้สึกที่ดี ผลที่ได้จากการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าความสำคัญของความทรงจำจากประสบการณ์มีความสำคัญแต่เป็นระบบที่มีสร้างความผิดพลาดในระบบความคิด ในความเป็นจริง ความเจ็บปวดโดยรวมของการทดลองในครั้งที่ 2 นั้นสูงกว่าเพราะระยะเวลายาวนานกว่า แต่ระบบคิดไม่ให้ความสนใจกับระยะเวลากลับไปสนใจกับช่วงที่เป็นช่วงท้ายหรือช่วงจบ มันขัดกับหลักวิธีคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลของเศรษฐศาสตร์
โดยสิ้นเชิง ซึ่งคนเราควรจะลดต้นทุนหรือความเจ็บปวด ความไม่พึงประสงค์ให้น้อยที่สุดหรือสร้างความพอใจหรืออรรถประโยชน์สูงสุด เขาควรพอใจกับการทดลองชุดแรก แต่เขากับเลือกการทดลองชุดที่ 2 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Remembering Self มีปัญหาสร้างความบิดเบือน
3.กับดักของการรับรู้เรื่องการพอใจในชีวิตอีกเรื่องหนึ่งคือสิ่งที่คนเราให้ความสนใจทุ่มเทเงินทองหรือทรัพยากรไปกับเรื่องต่างๆ หรือสิ่งของที่ตัวเองคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิต บ่งบอกถึงความสำเร็จหรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความสุขของชีวิต ซึ่งจริงๆ เป็นความเข้าใจผิดหรือภาพลวงตาของสิ่งของสำคัญในชีวิต Kahneman เรียกว่า focusing illusion ในประเด็นนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับความต้องการของคนในชีวิตซึ่งจะทำให้มิติของ ES และ RS มีเป้าหมายที่ต่างกัน คนบางคนต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยการเป็นเศรษฐีร่ำรวยมีบ้าน รถหรูหราราคาแพง แต่ก็มีคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่งคั่งเลยในชีวิต แน่นอนว่าคนที่ต้องการรวยแล้วรวยจริงมีสิ่งที่อยากมีหลังเรียนจบและทำงาน คนเหล่านี้พบว่าพอใจหรือมีความสุขกับชีวิต แต่ Kahneman ให้ข้อสังเกตว่าถ้าไปถามคนที่ประสบความสำเร็จร่ำรวย มีบ้านและของแพงๆ ดีๆ เขาย่อมตอบว่า เขามีความสุข เขาพอใจกับรถที่เขาขับกับบ้านที่เขาอยู่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเขาแทบไม่ได้คิดถึงรถของเขาเลยเมื่อเขาขับรถ เขาคิดแต่เรื่องอื่นๆ เอาเข้าจริงเมื่อเวลาผ่านไปไม่ว่าคนเหล่านี้จะมีอะไรที่เขามีราคาแพงๆ ก็จะเป็นเรื่องปกติ จำเจ เป็น Routine เป็นความเคยชิน Warren Buffet แม้จะมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวรวยแค่ไหนก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆ ไป ความสุขจริงๆ มาจากปัจจัยอื่นๆ มากมายหลายมิติ คนที่เลือก focus ต้องมีของ มีโน่นมีนี่จะผิดหวังกับความสุขในชีวิต คนถูกลอตเตอรี่เงินล้านแทบทายได้เลยว่าผ่านไปไม่กี่เดือนความสุขที่ดูสูงขึ้นในช่วงแรกก็จะกลับไปอยู่สภาพปกติ คนป่วยที่ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดต่อเนื่องยาวนานไม่ทรมาน เช่น คนเป็นอัมพาตไม่นานก็สามารถปรับตัวรับสภาพ มีความสุขประเภทประสบการณ์ชีวิตหรือ Experienced Happiness ปกติเหมือนคนทั่วๆ ไปได้ เพราะเขามีการปรับตัว
ทั้งความสุขที่มีลักษณะเป็นประสบการณ์ (E) และเกิดจากความทรงจำ (R) ต่างก็สำคัญ แต่วิธีคิดของคนทั่วไปที่ความสุขนั้นต้องเป็นอะไรที่เป็นเรื่องที่ต้องเก็บไว้เป็นความทรงจำเหมือนไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ในอัลบั้มทั้งๆ ที่เมื่อเวลาผ่านไปในชีวิตจะพบว่าไม่ได้กลับไปดู หรือไม่ได้มีความหมายอะไรเท่าไหร่เลย แต่คุณไปให้ความสำคัญกับมันเองเป็นความสำคัญที่ให้กับอะไรก็ได้ในชีวิตที่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสุดยอดเป็น peak เป็นตอนจบ ไม่จำเป็นต้องสนใจความยาวนานของระยะเวลา ซึ่งอาจจะให้ความสุขแก่คุณต่อเนื่องมีเสถียรภาพแม้จะดูเล็กๆ น้อยๆ ความสุขที่จำเป็นต้องเป็นความทรงจำมักมีฐานความคิดที่ว่า ชีวิตมันสั้นต้องให้ความสำคัญกับ Intensity ของความสุขความพอใจหรือความเข้มข้น (เช่น การฟังวิดีโอจาก you tube เมื่อเทียบกับการอ่านหนังสือดีๆ) ความตื่นเต้นในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำธุรกิจ Startup การได้ไปถึงสุดยอดของภูเขาเอเวอร์เรสต์ เมื่อเทียบกับความสุขที่มีลักษณะเป็นความต่อเนื่องยาวนานค่อยเป็นค่อยไปแบบ Experienced Happiness
ความสุขที่แท้จริงจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

