การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 มีการแบ่งขั้วทางการเมืองกันอย่างชัดเจน
โดยใช้ คสช.ที่กระทำรัฐประหารและบริหารจัดการประเทศเกือบ 5 ปี มาเป็นเส้นแบ่ง
ขั้วหนึ่งคือ ฝ่ายทหารหรือเผด็จการ
อีกขั้วหนึ่งคือ ฝ่ายประชาธิปไตย
พรรคการเมืองหลายพรรค ประกาศจุดยืนกันชัดเจนแล้วว่า พรรคไหนยืนอยู่ฝ่ายรัฐบาลทหาร หรือพรรคไหนยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย
แต่ในความเป็นจริงยังมีขั้วที่ 3 ที่บางพรรคขอเป็นพรรคสายกลาง ไม่ขัดแย้งกับใคร
ให้เหตุผลสไตล์นักการเมืองว่า จุดยืนของพรรคคือ ประชาชน
ส่วนเหตุผลจริงๆ นั้นเป็นที่รู้กันว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาล
ไม่ว่า ฝ่ายรัฐบาลทหารจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือฝ่ายประชาธิปไตยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
การแบ่งขั้วทางการเมือง ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ประชาชน “เลือก”
เลือกว่า จะอยู่ฝ่ายทหาร หรือฝ่ายประชาธิปไตย
ฝ่ายหนึ่ง ปลุกประชาชนให้เลือกคนดี เลือกคนแบบรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า ไม่เช่นนั้นการเมืองจะเป็นแบบเก่า
อีกฝ่าย เรียกร้องให้เลือกพรรคการเมืองยึดประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นจะสนับสนุนคณะรัฐประหารสืบทอดอำนาจต่อไปอีกยาวนาน
ซึ่งการแบ่งขั้วกันชัดเจนอย่างนี้ก็มีข้อดี ที่จะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น
แต่พรรคการเมืองก็อย่าลืมขายนโยบายว่า แต่ละพรรคมีนโยบายเด็ดๆ อะไรบ้าง
ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้พิจารณาและตัดสินใจว่า นโยบายของพรรคไหนโดนใจกว่ากัน
เพื่อใช้เป็นข้อมูลหนึ่งในการตัดสินใจว่า จะเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไหน
แม้กติกาการเลือกตั้งใหม่จะเปลี่ยนไป จากเดิมใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกคนที่ใช่ ใบที่สองเลือกพรรคที่ชอบ
แต่ครั้งนี้ ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เลือกเฉพาะคนที่ใช่เท่านั้น
ถึงไม่ให้เลือกพรรคที่มีนโยบายที่ถูกใจ แต่นโยบายของพรรคต่างๆ ก็มีความสำคัญ
แม้ว่า ที่ผ่านมานโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ จะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ที่ส่วนใหญ่จะเน้นแนว “ประชานิยม”
แต่ในปัจจุบัน “ประชานิยม” ประเภทลดแลกแจกแถม หรือการซื้อเสียง อาจจะยังใช้ได้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่กับคนส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่า จะไม่ได้ผลเหมือนในอดีต
เพราะสังคมยุคโลกาภิวัตน์ ที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนรู้เท่าทันมากขึ้น
การรับสิ่งของที่มีคนนำให้ หรือรับเงินที่มีคนซื้อเสียง จะไม่มีผลผูกพันเหมือนในอดีต ที่จะต้องเลือกคนที่เอาของมาแจก หรือเอาเงินมาซื้อเสียง
นอกจากนี้ ประชาชนยังรับรู้ว่านโยบายใดของพรรคการเมืองใด เป็นแค่เพียงวาทกรรม หรือแค่โฆษณาหาเสียงเท่านั้น เพราะไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
พรรคการเมืองจึงต้องแข่งขันกันคิดแนวนโยบายที่จะทำให้ประชาชนชื่นชอบ ทั้งนโยบายการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หรืออื่นๆ
จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไข และนำพาประเทศไปในทิศทางไหน
เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้พิจารณาและเปรียบเทียบกันว่า นโยบายของพรรคใดดีกว่ากัน และเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน
เพราะระบอบประชาธิปไตย นโยบายของพรรคการเมืองจะเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเลือกผู้สมัครของพรรคนั้น
และยังเป็นสัญญาประชาคมที่นักการเมืองจะต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้จริง
ซึ่งขณะนี้ พรรคการเมืองก็เริ่มโชว์แนวนโยบายกันบ้างแล้ว แต่จะต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นด้วยว่า เป็นนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ใช่แค่การหาเสียง
และควรทำให้ประชาชนได้รับรู้อย่างทั่วถึง
ทรงพร ศรีสุวรรณ

