หน้าแรก เด่นวันนี้ ข้อสังเกตจากส...

ข้อสังเกตจากสึนามิ ประเทศอินโดนีเซีย โดย:ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์

1.01.19 | 13:00 น.
ภาพแสดงการเกิดสึนามิในอดีตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่ใกล้เคียง ที่มา (http://itic.ioc-unesco.org/images/stories/tsunami_exercises/international_exercises/hist_tsu-seis_maps/newguinearegion_tsunamisources2016.pdf)

 

เมื่อคืนวันที่ 22 ธันวาคม 2561 เกิดคลื่นสึนามิพัดทำลายเมืองชายทะเลของหมู่เกาะสุมาตราและเกาะชวาที่ตั้งอยู่รอบๆ ภูเขาไฟอนัก กรากาตัว ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ประเทศอินโดนีเซียเพิ่งจะประสบกับภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิที่เมืองปาลู เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 มานี้เอง หลังจากที่เกิดสึนามิขึ้นมีความสับสนเป็นอย่างมากว่าคลื่นสึนามิเกิดจากอะไรกันแน่เพราะไม่มีการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในบริเวณนั้นและไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ มีเพียงการปะทุอย่างรุนแรงของภูเขาไฟอนัก กรากาตัว ที่อยู่ตรงกลางทะเลห่างจากชายฝั่งรอบๆ ประมาณ 40-50 กิโลเมตร โดยคลื่นสึนามิพัดเข้าหาฝั่งหลังภูเขาไฟเกิดการปะทุภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ความสนใจจึงมาอยู่ที่ภูเขาไฟอนัก กรากาตัว ว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่

ภูเขาไฟอนัก กรากาตัว เป็นภูเขาไฟเกิดใหม่ตั้งแต่ ค.ศ.1927 ในบริเวณที่เคยมีภูเขาไฟกรากาตัวที่ระเบิดจนหายไปเกือบทั้งเกาะใน ค.ศ.1883 โดยการระเบิดครั้งนั้นทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก มีคลื่นสึนามิความสูงถึง 45 เมตร พัดเข้าทำลายเมืองชายฝั่งรอบๆ มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเกือบ 4 หมื่นคน หลังจากที่เกิดการระเบิดขนาดใหญ่ ภูเขาไฟกรากาตัวก็หายไปเกือบทั้งหมด

จนกระทั่ง 44 ปีต่อมาก็พบว่าภูเขาไฟอนัก กรากาตัว ได้โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ มีความสูงเพียง 9 เมตร หลังจากนั้นก็ขยายขนาดและความสูงมาเรื่อยๆ จนสูงกว่า 400 เมตรในปัจจุบัน ภูเขาไฟอนัก กรากาตัว มีการปะทุไม่มากนัก โดยปะทุค่อนข้างมากใน ค.ศ.2009, 2010, 2011, 2012 และในปี 2017 โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีนี้เริ่มพบการประทุของภูเขาไฟที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นและปะทุค่อนข้างรุนแรงเมื่อคืนวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา

มีความสงสัยกันว่าการปะทุของภูเขาไฟครั้งนี้เป็นสาเหตุของสึนามิหรือไม่ จึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปรากฏการณ์สึนามิเริ่มต้นจากการที่มวลน้ำในทะเลหรือมหาสมุทรถูกรบกวน นึกง่ายๆ ก็คือการทำให้น้ำกระเพื่อมนั่นเอง เมื่อน้ำกระเพื่อมในครั้งแรกก็จะเคลื่อนที่ต่อไปในทะเลหรือมหาสมุทรและเข้าสู่ชายฝั่งในที่สุด ถ้าน้ำกระเพื่อมครั้งแรกแรง คลื่นก็จะสูงและไปได้ไกล แต่ถ้าน้ำกระเพื่อมนิดเดียวคลื่นก็จะไปได้ไม่ไกล

Advertisement

สาเหตุที่จะทำให้เกิดคลื่นสึนามิในครั้งแรก (หรือทำให้น้ำกระเพื่อม) ได้ มีหลายอย่าง เช่น การเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในทะเลที่พื้นทะเลมีการยกตัวหรือทรุดตัวในแนวดิ่ง การเกิดดินถล่มหรือหินถล่มลงไปในทะเล (ลองสังเกตดูเวลาที่เราทิ้งอะไรลงไปในน้ำจะทำให้น้ำกระเพื่อม) การเกิดดินถล่มใต้ทะเล หรือแม้แต่การมีอุกกาบาตตกลงไปในทะเล

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดสึนามิได้ทั้งสิ้น ขนาดของสึนามิที่เกิดขึ้นในครั้งแรกจะใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นกับการรบกวนน้ำในครั้งแรกนั่นเอง

สําหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า (หมายเหตุ : พูดให้ตรงแบบไม่ต้องอายก็คือเดานั่นเอง แต่พยายามเดาให้ฟังดูเข้าท่ามากที่สุด ที่ต้องใช้คำว่าคาดการณ์เพราะยังไม่มีใครไปศึกษาและพบสาเหตุที่แท้จริง ปกติกว่าจะรู้สาเหตุกันอย่างชัดแจ้งก็ใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี เพราะต้องนั่งเรือไปสำรวจรอบๆ เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ สร้างแบบจำลอง สร้างเป็นข้อสรุปออกมา การทำงานของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องแบบนี้จึงไม่ค่อยทันใจความต้องการอยากทราบข้อมูลของสังคม เพราะต้องใช้เวลาในการทำงานนานพอสมควร แต่เมื่อสังคมอยากทราบว่าเรื่องราวเป็นยังไงเดี๋ยวนี้ ก็เลยเป็นกรรมของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องพยายามหาเหตุผลมาอธิบายอย่างมีหลักการให้มากที่สุด ส่วนจะผิดหรือจะถูกอีกไม่นานก็คงจะทราบกันต่อไป ซึ่งโดยมากกว่าผลการศึกษาจะออกมา สังคมก็หมดความสนใจเรื่องนี้ไปแล้ว และก็จะวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดภัยรอบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง)

คลื่นสึนามิครั้งนี้อาจจะเกิดจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ 1) การเกิดภูเขาไฟอย่างรุนแรงทำให้ เศษหิน ดิน เถ้าภูเขาไฟ และส่วนอื่นๆ ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเคลื่อนที่หล่นลงไปในทะเล (คล้ายๆ เกิดดินถล่มลงไปในทะเล) เมื่อมีมวลหิน ดินและเถ้ามหาศาลไหลลงไปในทะเลอย่างรวดเร็วก็จะทำให้เกิดสึนามิขึ้น

ปัจจัยที่ 2) อาจจะเกิดจากการที่ภูเขาไฟปะทุอย่างรุนแรง เกิดการสั่นสะเทือนอย่างมากจนอาจทำให้พื้นทะเลบริเวณนั้นเกิดการทรุดตัวลงมาเหมือนเกิดดินถล่มใต้ทะเล เนื่องจากตะกอนทะเลตื้นๆ จะมีอายุน้อยและไม่ได้จับตัวกันแน่นมากนัก เมื่อถูกเขย่ามันก็ไหลลงมาได้ เหมือนกับเวลาเราเอาทรายมากองสูงๆ ทิ้งไว้นานๆ ก็จะค่อยๆ ไหลพังลงมา หรือสมมุติว่าถ้าเราไปเขย่าพื้นตรงที่กองทรายอยู่ มันก็จะถล่มพังลงมา การเคลื่อนที่ของมวลตะกอนทะเลใต้น้ำแบบนี้ก็ทำให้น้ำกระเพื่อม เป็นจุดเริ่มต้นของสึนามิได้เหมือนกัน เมื่อสึนามิเกิดขึ้นแล้วก็จะพัดเข้าสู่ฝั่ง

ส่วนความสูงของคลื่นที่บริเวณชายฝั่งจะมากหรือน้อยในแต่ละพื้นที่ก็จะขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศของหาดใกล้ฝั่งหรือลักษณะรูปทรงของอ่าวที่อาจจะทำให้คลื่นมีพลังงานสูงขึ้นได้ อ่าวที่มีลักษณะโค้งเข้าหากันหรือเป็นช่องเล็กๆ ยาวๆ มักจะขยายให้คลื่นสึนามิแรงขึ้นด้วย ทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น และเนื่องจากสึนามิอาจจะเกิดจากการที่ภูเขาไฟปะทุแล้วเกิดดินถล่มลงไปในทะเล ดังนั้น ถ้าในอนาคตภูเขาไฟลูกนี้มีการปะทุรุนแรงขึ้น เศษหิน ดิน และเถ้าภูเขาไฟก็มีโอกาสไหลลงไปในทะเล และอาจจะทำให้เกิดสึนามิตามมาได้อีก

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

คำถามต่อมาคือทำไมไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องทำความเข้าใจว่าการเกิดสึนามิจากภูเขาไฟระเบิดหรือทั้งดินถล่มลงไปในทะเลหรือดินถล่มใต้ทะเล เป็นสิ่งที่ทำนายได้ยากมากว่าจะเกิดเมื่อไหร่ เพราะทะเลและมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลมากจนไม่สามารถศึกษาได้ครบถ้วนเพราะต้องใช้เงินและทรัพยากรในการศึกษาอย่างมากมาย เราอาจจะทำการศึกษาได้บ้างในบางประเทศที่มีทรัพยากรและมีความเสี่ยง เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วในอดีต เช่น หลายๆ ประเทศ ในยุโรป แต่จะศึกษาให้ครอบคลุมทั้งโลกคงเป็นไปได้ยากโดยเฉพาะสำหรับประเทศที่มีเงินและทรัพยากรจำกัด นอกจากนี้ ถ้าแหล่งกำเนิดคลื่นสึนามิอยู่ใกล้ชายฝั่ง การแจ้งเตือนก็แทบจะไม่ทันการณ์และระบบแจ้งเตือนภัยก็มีราคาสูงมากนับร้อยนับพันล้านบาท การเข้าใจธรรมชาติของประชาชนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งจึงสำคัญ เช่น ถ้ารู้สึกถึงการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ใกล้ๆ ชายฝั่ง ต้องรีบอพยพออกจากชายฝั่งทันทีโดยไม่ต้องรอสัญญาณเตือนภัย เป็นต้น ในกรณีของสึนามิจากภูเขาไฟระเบิดนั้น เราอาจจะพอที่ป้องกันตนเองได้บ้างโดยอพยพออกจากชายฝั่งเมื่อรู้สึกว่าภูเขาไฟเริ่มมีการปะทุที่รุนแรงขึ้น แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากมากในทางปฏิบัติ

สำหรับการเกิดสึนามิจากแผ่นดินถล่มในทะเล ปัจจุบันเริ่มมีการติดตั้งเครือข่ายเพื่อตรวจวัดการเกิดดินถล่มในทะเลเพื่อใช้ในการทำนายการเกิดสึนามิ แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและใช้งบประมาณสูงมาก จึงยังไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพครอบคลุมพื้นที่ทั้งโลก

สิ่งที่สงสัยกันอีกเรื่องก็คือเหตุการณ์แบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูภาพข้างล่างนี้ที่จัดทำโดยยูเนสโก จะเห็นว่าสึนามิที่เกิดขึ้นในรอบประมาณ 400 ปี ในภูมิภาคนี้ เกิดจากแผ่นดินไหว เกือบทั้งหมด มีเพียงไม่กี่เหตุการณ์ที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดหรือเกิดดินถล่มใต้ทะเล ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้จึงไม่มาก แต่เราก็ยังควรต้องศึกษาความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพื่อวางแผนรับมือต่อไป ไม่ใช่ว่าพอบอกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยก็เลิกศึกษา เพราะถึงจะมีโอกาสเกิดน้อยแต่เกิดเพียงครั้งเดียวความเสียหายจะมากมาย เราจึงต้อง
เตรียมพร้อม โดยเฉพาะเรื่ององค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงที่อาจจะมีอยู่

สำหรับประเทศไทยโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดคงมีไม่มากนัก เพราะภูเขาไฟในทะเลที่ใกล้ที่สุด อยู่ห่างออกไปไกลมาก เราจึงมีเวลาเตรียมตัวและแจ้งเตือนภัยได้พอสมควร ความเสี่ยงด้านสึนามิส่วนใหญ่ของประเทศไทยน่าจะมาจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกลดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันของบ้านเรา

แต่ปัจจุบันเรามีระบบตรวจวัดการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และระบบการตรวจวัดสึนามิที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเตือนล่วงหน้าได้พอสมควร ความเสี่ยงตรงนี้จึงลดน้อยลง แต่เรายังจำเป็นต้องศึกษาลักษณะภูมิประเทศของชายฝั่งทะเลและอ่าวของประเทศไทยว่าทำให้คลื่นสึนามิมีความรุนแรงได้หรือไม่อย่างไร ดังที่เกิดขึ้นที่เมืองปาลู

เพราะจากการศึกษาเบื้องต้น พบว่าชายฝั่ง ในหลายๆ จังหวัดของประเทศไทยมีลักษณะทางกายภาพของหาดและอ่าวที่สามารถทำให้คลื่นสึนามิมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้มีความเสียหายมากขึ้นด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยมีข้อมูลน้อยมากคือภัยสึนามิที่เกิดจากดินถล่มใต้ทะเล เพราะออกไปไกลๆ จนสุดเขตประเทศไทย 200 ไมล์ทะเล ทางทิศตะวันตกจากชายฝั่งทะเลอันดามันของเรา ชายฝั่งทะเลมีความลาดชันมากขึ้นและจากการศึกษาร่วมกันระหว่างนักวิจัยไทยและนักวิจัยจากประเทศเยอรมนีพบหลักฐานการเกิดดินถล่มขนาดเล็กในบริเวณนั้น แต่เราไม่มีงบประมาณมากเพียงพอที่จะศึกษาได้อย่างละเอียดและครอบคลุมทั้งหมดถึงลักษณะของท้องทะเลในที่ลึกๆ ว่ามีโอกาสทำให้เกิดดินถล่มหรือทำให้เกิดสึนามิได้มากน้อยเพียงใด ปัจจัยนี้จึงยังเป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็นของไทยในด้านนี้

ความเสี่ยงอีกอย่างที่เรายังไม่เคยศึกษากันเลยก็คือประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวมาก เรายังขาดการประเมินว่าถ้ามีแผ่นดินไหวขนาดปานกลางหรือขนาดใหญ่เกิดขึ้น จะมีโอกาสเกิดดินหรือหินถล่มลงในทะเลและทำให้เกิดคลื่นสึนามิ
ได้มากน้อยเพียงใด เพราะคลื่นสึนามิแบบนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายๆ ครั้งมีขนาดใหญ่ถึงใหญ่มากและเกิดเฉพาะที่ จึงไม่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ เราจึงจำเป็นต้องทราบความเสี่ยงให้ได้ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน จะได้วางแผนรับมือถูก เราต้องคิดใหม่ว่าภัยอะไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่ำแต่สามารถทำให้เกิดความสูญเสียสูง เราก็คงต้องทำการศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จะช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติเหล่านี้ให้มากที่สุด และเนื่องจากการศึกษาภัยพิบัติในลักษณะนี้เป็นการศึกษาวิจัยพื้นฐานเพื่อมุ่งลดผลกระทบต่อประเทศและสังคมในอนาคต จึงมักจะได้รับความสนใจน้อยมากทั้งจากรัฐบาลและสังคม แต่งานวิจัยพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำวิจัยเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ หรือที่ชอบเรียกกันว่า “งานวิจัยขายได้”

การลืมความสำคัญงานวิจัยพื้นฐานที่เป็นฐานความรู้ของการพัฒนาประเทศจึงเป็นอันตรายต่อทั้งประเทศชาติและสังคมไม่น้อยกว่าภัยธรรมชาติต่างๆ นี้เลย

ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์