หน้าแรก เด่นวันนี้ สงครามวัฒนธรร...

สงครามวัฒนธรรมจีน-สหรัฐ

4.01.19 | 12:22 น.

2018 ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐดำรงอยู่ท่ามกลางความระส่ำระสาย มากด้วยปัญหา

2019 มีแนวโน้มสูงที่จะต้องเผชิญกับปัญหาใหม่และมากด้วยความผันแปร

หากการเจรจาปรับขึ้นภาษีศุลกากรแห่งสงครามการค้าได้บรรลุข้อตกลงภายในเวลาที่กำหนด ความขัดแย้งในเรื่องอื่นเช่น สงครามวัฒนธรรม การสกัดเทคโนโลยีมีแนวโน้มจะต้องเกิดขึ้น ตลอดจนการปะทะกันด้านการทหารขนาดย่อม ก็มิใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้

ปัญหา “ไต้หวัน” เป็นประเด็นอ่อนไหว พฤติกรรมของสหรัฐเหมือนแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน หากสหรัฐยังเล่นต่อ ภยันตรายย่อมเกิด อันอาจนำมาซึ่งความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ปัญหาความขัดแย้งจีน-สหรัฐเกิดขึ้นต่อเนื่อง มิได้ว่างเว้น

Advertisement

ส่วนสงครามการค้านั้น เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายกำลังฟื้นฟูการเจรจารอบใหม่ เพื่อหาข้อยุติตามวาระ ผลออกมาจะมีความสำเร็จหรือไม่ประการใด เป็นเรื่องน่าจับตา

สงครามการค้ามิใช่ Zero-sum game จึงไม่มีผู้ชนะ มีแต่ผู้รับเคราะห์กรรมคือผู้บริโภคของสองประเทศ แต่จากสภาพการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบที่ได้คาดการณ์ไว้นั้นยังไม่ปรากฏ เพราะว่าภาษีศุลกากรปรับขึ้นเพียง 10 เปอรเซ็นต์เท่านั้น อีกประการหนึ่งคือผู้นำเข้าและส่งออกต่างรับผิดชอบภาษีนอกพิกัด จึงยังไม่มีปรากฏการณ์ของสินค้าขึ้นราคา นอกจากนี้ คู่ค้าทั้งสองประเทศต่างได้กักตุนสินค้าก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีศุลกากร ฉะนั้นนอกจากเป็นเหตุให้ปริมาณนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น ยังเป็นเหตุให้การขาดดุลของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากสหรัฐไม่สามารถอาศัยสงครามการค้าเป็นสรณะลดการขาดดุล จึงจำเป็นต้อง “ยูเทิร์น” เพื่อทำการเจรจากับจีนก่อนเวลาที่จะทำการปรับขึ้นภาษีเป็น 25 เปอร์เซ็นต์

โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิงได้ทำการเจรจาและบรรลุสัญญาข้อตกลงยุติสงครามการค้าชั่วคราว โดยกำหนดระยะเวลาให้ทั้งสองฝ่ายทำการเจรจาหาทางตกลงยุติการทำศึก

โดยทั่วไปเห็นว่า การที่สองประเทศจะบรรลุสัญญาข้อตกลงยุติสงบศึกนั้น มีแนวโน้มค่อนข้างสูง เหตุผลคือ ถ้าการเจรจาล้มเหลว ก็ต้องกลับไปใช้ระบบอัตราภาษีตามเดิม ก็จะมีปรากฏการณ์ฝ่ายหนึ่งไม่ชนะ อีกฝ่ายหนึ่งไม่แพ้ แต่นั่นมิใช่แสดงว่าทั้งสองฝ่ายญาติดีกันแล้ว

แต่ในทางตรงกันข้ามอาจเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่าสงครามการค้า คือ “สงครามวัฒนธรรม”

สงครามการค้านั้น รัฐบาลเป็นผู้กำกับ นักธุรกิจสหรัฐมิได้ร่วมแสดงด้วย แต่สงครามวัฒนธรรมนี้ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นละครโรงใหญ่ที่ร่วมกันแสดงทั้งราษฎร์ทั้งหลวง เช่น การปราศรัยของ “ไมก์ เพนซ์” รองประธานาธิบดีที่ดุเดือดเลือดพล่าน อันเป็นการสร้างเรื่องทำลายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจีน-สหรัฐ โดยสรุปว่าต้องปิดสถาบันขงจื๊อ และต้องทำการตรวจสอบโครงการของจีนที่เรียกว่า Thousand Talents Program (千人計劃) ในประเด็นเกี่ยวกับการจารกรรมผลของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ประการใดหรือไม่

ที่เคราะห์ร้ายที่สุดคือ ผู้ที่เคยสนับสนุนความสัมพันธไมตรีจีน-สหรัฐนั้น ได้เงียบลงโดยพลัน เงียบเหมือนความเงียบในพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เรียกว่า “chilling effect”

ที่มีอยู่ก็แต่เสียงนกเสียงกาออนไลน์ ซึ่งเข้าทำนองคำโบราณ “หมาเห่าใบตองแห้ง”

ส่วนนักวิชาการจีนในสหรัฐก็เปี่ยมด้วยภยาคติ เพราะถูกรัฐบาลชักนำสำเร็จ เหมือนขายตัวให้ฝรั่ง จึงไม่กล้าแสดงออก ทั้งที่อยู่ในประเทศประชาธิปไตยเต็มร้อย

น่าเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่ติดมาจากแผ่นดินถิ่นเกิด จึงลู่ไปตามลม เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

สงครามวัฒนธรรมเป็นสงครามน้ำลาย เช่น เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐได้เตือนอเมริกันชนว่า เมื่อได้เข้าพักโรงแรมที่เป็นทุนจีน โปรดอย่าใช้ฟรี “Wi-Fi” ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการถูกจารกรรมข้อมูลส่วนตัว กรณีไม่ต่างไปจากระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของจีน ก็มีข่าวที่ฮ่องกงว่า ผู้ใดที่ไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจีนนั้น ห้ามอพยพไปที่สหรัฐ

ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี

รัฐบาลสหรัฐกลัวความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน เหมือนกับนกที่กลัวคันธนู

ฉะนั้น จึงทำการปิดกั้นทุกช่องทาง

หัวเว่ยคือ ตัวแทนของจีนที่มีความก้าวหน้าในด้านเทคนิคสื่อสารโทรคมนาคม จึงถูกเชือด

แม้หัวเว่ยถูกปิดกั้นทุกช่องทาง แต่ยอดขายก็ยังสูงขึ้นตามลำดับ

และแม้ว่าสหรัฐใช้วิธีการที่แยบยลสกัดและจำกัดเทคนิค 5จี อีกทั้งเดินสายให้บรรดาพันธมิตรเข้าร่วมขบวนการสกัดกั้นมิให้หัวเว่ยเจริญเติบโตต่อไป แต่ “ซัพพลายเออร์” สื่อสารโทรคมนาคมสหราชอาณาจักรได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างสถานีเน็ตเวิร์ก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐเรียบร้อยแล้ว จึงอยู่ในฐานะลำบากทั้งขึ้นทั้งล่อง ญี่ปุ่นก็อยู่ในสถานะเดียวกัน

แต่นี้ไปในเอกภพเดียวกันอาจแบ่งเป็น 2 สังคมคือ สังคมที่ใช้ 5จี ของจีนกับสังคมที่ไม่ใช้ 5จี โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำ ทั้ง 2 สังคมจะต้องเกิดการปะทะกันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

ถ้าการสกัดกั้นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของจีนไม่สำเร็จ สหรัฐก็คงต้องใช้วิธีการที่แยบยลมากขึ้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

บัดนี้ กองทัพเรือของจีน-สหรัฐได้กระชับเข้ามาทุกขณะในอาณาเขตโดยรอบของจีน เหตุการณ์กระทบกระทั่งได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก

เหตุการณ์จะยกระดับหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับผู้นำของทั้งสองประเทศ

อาจกลายเป็นการปะทะกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันก็ได้

สหรัฐต่อต้านมาตรการ “One belt one road” เพราะเป็นวิธีการ “เรียกแขก” ที่สัมฤทธิผล และทำการตลาดได้ดี สหรัฐจึงออกมาตรการอัดเม็ดเงิน 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา ทั้งนี้ เพื่อให้มีตัวเลือกว่าจะไปอยู่ข้างใด

ดังนั้น ประเทศที่กำลังพัฒนาจึงมีแต่ได้กับได้

หลายปีที่ผ่านมา ประเทศที่ร่วมเดินอยู่บนเส้นทาง “One belt one road” นั้น แม้มีความจริงจังกับจีน แต่ผลยังมิได้ปรากฏเด่นชัดในระยะเวลาอันสั้น หรืออาจถูกทอดทิ้งกลางทางหรือเหตุผลอื่น แต่อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าจีนจะทำการศึกษาวิจัยถึงปัญหาและอาจลดการทำโปรโมชั่นไปบ้างตามสมควร และในทำนองเดียวกันก็สามารถลดความตึงเครียดกับสหรัฐได้อีกโสตหนึ่ง

สถานการณ์ขณะนี้ ประเทศจีนต้องพยายามหลีกเลี่ยงการทำตัวเด่น ถ้าทำเด่นความเสื่อมก็จะมาเยือน นอกจากนี้ ยังมีการโฆษณา “China made2025” คือนโยบายของจีนในการปลูกฝังให้คนจีนกระตือรือร้นในด้านเทคโนโลยี แต่ได้กลายเป็น “ของแสลง” ของสหรัฐไปแล้ว

ในสหรัฐไม่ว่าวงการราชการ ไม่ว่าวงการธุรกิจล้วนระคายเคืองกับนโยบายดังกล่าว จึงรุมจิกเหมือน “แร้ง” ลง หากพินิจพิเคราะห์ให้ดี รัฐบาลจีนควรต้องปรับแก้ถ้อยคำบางส่วนและโรดแมป เพื่อลดทอนความถูกเพ่งเล็ง อิจฉาริษยา และอุดปากอเมริกันด้วย

ในความเป็นจริง หากวงการเทคโนโลยีและวงการธุรกิจมิได้รับการชักนำของรัฐบาล พวกเขาก็ไม่ยอมล้าหลังใครอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุให้สหรัฐมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า ประเทศจีนปราศจากความจริงใจคือ ปากอย่างใจอย่าง ถ้าเรียกตามภาษาตลาดก็คือ “เจ๊กปากหวาน”

2019 เป็นปีที่ครบรอบ 40 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ความคืบหน้าแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เสมือนเข็นครกขึ้นภูเขา อีกทั้งมีขึ้นมีลงอย่างเป็นนิจศีล

สภาพเศรษฐกิจของจีนมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับที่สองรองจากสหรัฐ เข้าทำนองเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกัน อันอาจเป็นเหตุให้ย้ำรอยทฤษฎีกับดักทิวซิดิดิส (The Thucydides Trap) คือปากทางแห่งสงครามนั่นเอง

สังคมเกิดความฉงนงุนงง มิอาจวิพากษ์ว่า สิ่งใดถูกต้อง เพราะความเห็นแตกแยก

แต่ในเอกภพนี้ก็ไม่มีทฤษฎีการเมืองหรือทฤษฎีเศรษฐกิจ เพื่อทำการตัดสินว่า สองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอยู่ในสถานะไล่เลี่ยกันจะต้องเกิดการเผชิญหน้ากันอย่างเป็นนิรันดร์

อย่างไรก็ตาม ประมวลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอจะอนุมานได้ว่า น่าจะเกิดจากเหตุผล 2 ประการคือ 1.ผู้นำและระบบราชการของทั้งสองประเทศต้องการควบคุมสถานการณ์ของโลก เพื่อป้องกันการตกไปอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถกลับคืนมาได้ และ 2.การยึดมั่นอุดมการณ์ของจีนในประเด็นที่ต้องธำรงรักษาไว้ ซึ่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

วงการราชการและนักวิชาการของสหรัฐได้กล่าวเป็นทำนองเดียวกันว่า สิ่งที่รายล้อมในบริเวณสภาคองเกรสคือ ประเด็น “ไต้หวัน” เสมือนเชื้อเพลิงไวไฟ จุดปุ๊บติดปั๊บ ถือเป็นสุดยอดกลยุทธ์ของสหรัฐ สิ่งที่ประจักษ์คือ เมื่อไม่นานมานี้ สหรัฐได้รับมอบที่ดิน 1 ผืน เนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สมาพันธ์ไต้หวันมอบให้ และได้สร้างเป็นสำนักงานระดับ “ซุปเปอร์” เบื้องต้นมีข่าวว่า สหรัฐจะส่งทหารสหรัฐประจำการด้วย แต่เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการคาบลูกคาบดอกกับ “เส้นแดง” ซึ่งเป็นของ “แสลง” สำหรับจีน สหรัฐจึงยกเลิก

นอกจากนี้ เรือรบสหรัฐที่บรรทุกเครื่องบินได้รุกล้ำเข้ามาในช่องแคบไต้หวันหลายครั้งด้วยกัน เพื่อปฏิบัติการบางอย่าง ซึ่งเป็นการกระทำละเมิด

ตราบใดที่กองทัพเรือสหรัฐกับไต้หวันได้มีปฏิสัมพันธ์ ย่อมถือว่าเป็นการกดดันประเทศจีนให้มีการเตรียมตัวเอ็กเซอร์ไซส์ แต่เชื่อว่านักการเมืองที่มีชาญฉลาดพอ คงมิกล้าทำการท้าทายเส้นแดงของจีน

หากมิฉะนั้นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐคงต้องสิ้นสุดลงในปริโยสาน

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช