การมีมติตั้งกรรมาธิการ สนช. เพื่อตรวจสอบประวัติบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็น กสม. การประชุมลับและการบล็อคโหวด ถือเป็นการร่วมกันกระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย หรือไม่?
ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระเร่งด่วนเพื่อพิจารณาเรื่องการลงมติรับรองผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าที่ประชุม และในการพิจารณา ที่ประชุม สนช. มีการประชุมลับระหว่างกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและความประพฤติทางจริยธรรม จนมีการลงมติรับรองผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็น กสม. เพียง 2 คน จากทั้งหมด 7 คน ซึ่งผู้ที่ได้รับการรับรองเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงยุติธรรม 1 คน และอดีตข้าราชการกระทรางการต่างประเทศอีก 1 คน ส่วนอีก 5 คน คนหนึ่งเป็นนักวิชาการที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนาน และอีก 4 คน เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานกับภาคประชาสังคมเป็นเวลานาน เช่นกัน แต่ทั้งหมดห้าคนนี้กลับไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สนช. โดยได้รับคะแนนเสียงน้อยมากจนน่าตกใจ กล่าวคือ มีจำนวนเสียงที่ลงคะแนนให้การรับรองเกาะกลุ่มกันอยู่เพียง จำนวน 10 – 15 คะแนนเสียง เท่านั้น และคะแนนเสียงที่ไม่รับรองมีจำนวนถึง 135 – 145 คะแนนเสียง ที่ดูผิดธรรมชาติของการลงคะแนน จนน่าเชื่อได้ว่า การลงคะแนนเสียงที่ไม่ให้การรับรองในลักษณะเช่นนี้ คงเป็นการดำเนินการที่มีกระบวนการจัดตั้งขึ้น หรือถูกสั่งการจากผู้คุมเสียงใน สนช. อย่างชัดเจน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน สนช. เช่นนี้ หากมองในแง่มุมทางกฎหมาย ก็จะเห็นประเด็นที่สามารถนำมาพิจารณากันได้ 3 ประเด็น คือ
ประเด็นที่หนึ่ง เป็นการพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 โดยในส่วนที่มีการบัญญัติเรื่องการสรรหากรรมการ นั้น กฎหมายได้กำหนดกระบวนการไว้เป็นขั้นตอน โดยบทบัญญัติในมาตรา 13 (3) กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม มีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ รวมตลอดทั้ง คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทั้งหญิงและชาย…..ฯ
การตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมจึงเป็นหน้าที่และอำนาจของกรรมการสรรหาดังกล่าว ซึ่งได้มีการดำเนินการกันมาอย่างรอบคอบจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังรายงานของคณะกรรมการสรรหาที่เสนอต่อ สนช. เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 แล้วเหตุไฉน สนช.จึงแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อมาทำหน้าที่ตรวจสอบอีก ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า เป็นการทำหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกัน อันไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นการใช้อำนาจที่ดูประหนึ่งว่า กรรมาธิการตรวจสอบประวัติจะมีอำนาจเหนือกว่ากรรมการสรรหาเสียอีก เพราะกระทำโดยมิได้คำนึงถึงผลการพิจารณาที่ได้กระทำมา โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า มีการใช้อำนาจอย่างน่าเคลือบแคลงยิ่งนัก เพราะการตรวจสอบไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลอื่นใดตรวจสอบได้ โดยถือเป็นความลับที่จะรู้กันระหว่างกรรมการตรวจสอบประวัติกับ สนช. เท่านั้น โดยไม่อาจรู้แน่ชัดได้ว่ากรรมาธิการตรวจสอบประวัติมีการนำข้อมูลที่ถูกต้องมาใช้ในการพิจารณา หรือไม่ จึงมิอาจทราบได้ว่า ข้อมูลที่นำมาเสนอให้ สนช. พิจารณาลงมติมีความถูกต้องมากน้อย เพียงใด ซึ่งเท่ากับว่า กรรมาธิการตรวจสอบประวัติสามารถชี้เป็นชี้ตายได้เลยว่า ใครควรผ่านหรือใครไม่ควรผ่านการรับรอง การลงมติของ สนช.ในเรื่องนี้ จึงถูกพิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะขัดแย้งกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามบทบัญญัติในมาตรา 13 (3)
คำถามจึงมีว่า สนช. ใช้กฎหมายข้อใดในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งตามปกติ แม้นสนช.จะมีอำนาจในการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านการแปรญัติติในวาระแรกแล้ว ก็ตาม ซึ่งถือเป็นกรณีทั่วไป แต่ในเรื่องการลงมติว่า จะรับรองหรือไม่รับรอง กสม.ที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมาให้พิจารณานั้น จะสามารถนำอำนาจมาใช้ในกรณีนี้ด้วย หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า กรณีการใช้อำนาจตามปกติของ สนช. ในการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณากฎหมายเช่นที่เคยปฏิบัติกันมา ไม่อาจนำมาใช้กับกรณีการลงมติรับรองผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นี้ ได้
นอกจากนี้ ในมาตรา 14 ของกฎหมายนี้ ยังได้บัญญัติไว้ด้วย ว่า ผู้ที่ได้รับการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา กฎหมายกำหนดให้วุฒิสภา ที่ปัจจุบันคือ สนช.ชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจในการลงมติว่าจะรับรองหรือไม่รับรอง กสม. โดยพิจารณาข้อมูลจากรายงานของกรรมการสรรหา ไม่ใช่ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบประวัติขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ย่อมจะทำให้กรรมาธิการตรวจสอบประวัติมีอำนาจเหนือกว่ากรรมการสรรหาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และเป็นการใช่อำนาจซ้ำซ้อนดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่า สนช. อาจอ้างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ข้อ 77 ที่บัญญัติว่า สภาอาจตั้งคณะกรรมาธิการให้มีหน้าที่และอํานาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ กระทํากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในหน้าที่และอํานาจของสภา หรือตามที่สภามอบหมาย โดยจะกําหนดให้เป็นคณะกรรมาธิการสามัญ หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้….ฯ จึงมีปัญหาว่า ในกรณีการพิจารณารับรองผลการสรรหา กสม.นี้ จะอยู่ในหน้าที่และอํานาจของสภา หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ควรมีการโต้แย้งไว้ และสมควรให้มีการพิจารณาว่า สนช.ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ จึงเป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้และอยู่ในข่ายที่จะใช้สิทธิทางศาล ได้พิจารณากันต่อไปว่า สมควรที่จะได้มีการร้องขอให้ศาลที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อกฎหมายเรื่องนี้ ได้พิจารณาและวินิจฉัย หรือไม่ เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป
ประเด็นที่สอง ในการประชุมลับระหว่างกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ กับ สนช. กรณีการพิจารณารับรองผลการสรรหา กสม.นี้ จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ วุฒิสภาหรือปัจจุบันคือ สนช. โดยหลักการจะทำได้ก็ต่อเมื่อการอภิปรายของสมาชิก สนช. อาจเป็นการเปิดเผยความลับทางการทหารซึ่งจะส่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจมีการพาดพิงกระทบกระทั่งประเทศอื่นซึ่งจะทำให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เท่านั้น แต่การรายงานผลการตรวจสอบ
ประวัติของผู้ผ่านการสรรหา นอกจากจะไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใส ขัดกับหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งในกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง กสม.
“สมาพันธ์สถาบันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” หรือ Global Alliance of National Human Rights Institution – GANHRI ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่มีหน้าที่กำกับมาตรฐานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ได้กำหนดหลักการไว้ว่า กระบวนการสรรหา รวมถึงการแต่งตั้ง กสม. ต้องโปร่งใส ต้องให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ต้องมีกระบวนการให้ข้อมูลกับสังคมทั้งในขั้นการสรรหา การตรวจสอบประวัติ และการแต่งตั้ง แต่สิ่งที่กรรมาธิการตรวจสอบประวัติดำเนินการมารวมทั้งสิ้นเกือบ 120 วัน และการประชุมลับระหว่างกรรมาธิการตรวจสอบประวัติกับ สนช. ถือได้ว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการดังกล่าวโดยสิ้นเชิง จึงมีคำถามว่า สิ่งที่สนช.ดำเนินการแบบที่ขัดกับหลักการเช่นนี้ ได้กระทำไปเพราะความไม่รู้ หรือทำไปตามความเคยชินแบบเดียวกับการพิจารณากฎหมาย หรือทำไปเพราะคิดว่า ถึงอย่างไรก็มีอำนาจอยู่แล้ว ย่อมจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเหมือนกับบางกรณีที่เกิดขึ้นในการลงมติของ สนช. ชุดนี้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการกระทำบางเรื่องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการดำเนินการในสภาอย่างไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม การตรวจสอบในเรื่องนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่า สนช.นี้มีพฤติการดังเช่นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวนั้น หรือไม่ รวมทั้งเป็นการตรวจสอบความสุจริตใจต่อการกระทำในเรื่องนี้ด้วย
ประเด็นที่สาม การ Block vote ใน สนช. ทำได้หรือไม่ ? คำตอบคือ ไม่ได้ และไม่ควรทำ และหากมีการกระทำเช่นนี้ในการลงมติว่าจะให้ผู้ใดเป็น กสม. ยิ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ปรากฏการณ์จากคะแนนเสียงของผู้ที่ไม่ได้รับการรับรอง มีการเกาะกลุ่มกันอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งหากเป็นการ Block vote ในเรื่องนี้ ย่อมถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก เพราะถือเป็นการทำลายผู้ที่ได้รับการสรรหามา เพราะผู้ที่ไม่ผ่านการรับรองจะไม่สามารถกลับมาสมัครได้อีก นับว่าเป็นการกีดกันคนที่มีประสบการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนให้หลุดออกไปจากการเป็น กสม. เพียงเพราะเขาเป็น NGO หรือเป็นนักวิชาการที่ใกล้ชิด NGO ซึ่งจริงๆ แล้ว เกณฑ์ในการ vote ต้องพิจารณาจากมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 โดยหากพิจารณาทั้งสองมาตรานี้โดยละเอียดแล้ว ยังไม่พบว่าทั้งห้าคนที่ไม่ผ่านการรับรอง ขาดคุณสมบัติในข้อใด แต่สังคมก็ไม่อาจทราบเหตุผลที่แท้จริงของ สนช.ชุดนี้ได้ เพราะเป็นการประชุมลับของที่ประชุม สนช. กับคณะกรรมการตรวจสอบประวัติมาโดยตลอด
ที่กล่าวมาโดยตลอดทั้งหมดข้างต้นนี้ หากเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและไม่สุจริต หรือเป็นเรื่องขาดจริยธรรมแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นในช่วงส่งท้ายปลายปี 2561 ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนไม่เคยคาดคิดหรือคาดไม่ถึงมาก่อนเลยว่า สนช. จะทำได้ถึงขนาดนี้ และนับเป็นเรื่องที่น่าอับอายต่อประเทศอารยะที่ถือเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญ และยิ่งจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงไปกว่านั้น ก็คือ หากมีข้อเท็จจริงดังเช่นมีการกล่าวอ้างว่า มีการกระทำตามทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ของกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ กสม. ชุดปัจจุบันสามารถยืดระยะเวลารักษาการในตำแหน่ง กสม. ไปให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังเช่น เหตุการณ์ที่ว่า มีบุคลากรในสำนักงาน กสม. บางคนที่พยายามให้ข้อมูลเกินจริงของผู้ที่ผ่านการสรรหาบางคนกับกรรมาธิการตรวจสอบประวัติเพื่อสกัดกั้นการเข้าไปเป็น กสม. ก็นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจในการค้นหาความจริงและตรวจสอบการดำเนินการของสำนักงานนี้กันต่อไปในเรื่องที่ผ่านมา
เมื่อการ Block vote ใน สนช. ทำไม่ แต่มีปรากฏการณ์ในการลงมติของ สนช. ซึ่งมีคะแนนที่ออกมาในลักษณะที่ดูราวกับว่า มีการกำหนดผลลัพธ์ล่วงหน้าก่อนการลงมติ ว่าจะเอาหรือไม่เอาใครเป็น กสม. จึงถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อได้ว่า มีการสมคบคิดกันทำให้เกิดผลเช่นนี้ และอีกประการหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความล้าหลังของ สนช. ที่ลงมติไม่รับรอง ว่าเป็นพวกที่ล้าหลัง ไม่เข้าใจทฤษฎีความมั่นคงของชาติ (National Security Theory) ว่าได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปแล้ว โดย สนช.สายทหารยังสมาทานทฤษฎีความมั่นคงในยุคสงครามเย็นในศตวรรษที่ 1960 – 1970 ที่มุ่งเน้นความสงบ การกดทับความคิดคน การหวาดระแวงคนที่คิดต่าง ว่าจะเป็นชนวนก่อให้เกิดความวุ่นวาย ขณะที่ในปัจจุบันเราอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่โลกเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะโลกเปิดโอกาสให้คนได้คิด ได้แสดงออก ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษยชาติ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ในการลงมติของ สนช. ถูกทำให้เห็นได้ว่า ประเทศไทยกำลังถอยหลังเข้าคลองในเรื่องสิทธิมนุษยชนและส่งผลต่อสถานะทางสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ จนเป็นที่น่าอับอายยิ่งนัก อันน่าจะเกิดจากการลุแก่อำนาจ และการเป็นพวกอวิชชาที่มีมิจฉาทิฎฐิจนมีการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอาจต้องรับผลกรรมต่อไปจากกระบวนการยุติธรรม ท่ามกลางการเฝ้ามองดูของประชาชนซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแท้จริงในการกำหนดอนาคตของประเทศ ต่อไป
นคร ชมพูชาติ
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์
4 มกราคม 2562

