“ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งหรือฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่คือผู้ที่รู้จัก ‘ปรับตัว’ เข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด” คำกล่าวชาร์ลส ดาร์วิน (1809-1882) นักวิทยาศาตร์ชื่อก้องโลกที่ยังคงเป็นจริงมาจนกระทั่งปัจจุบัน …. นี่เป็นเหตุผลที่ไดโนเสาร์ สัตว์ตัวใหญ่และแข็งแกร่งต้องสูญพันธุ์…รวมถึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ธุรกิจฟิล์มถ่ายรูปอันยิ่งใหญ่อย่างโกดักต้องหายไป … “CHANGE” หรือ การปรับเปลี่ยนจึงเป็นปัจจัยความอยู่รอดของทุกชีวิตและทุกองค์กรท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งที่ถาโถมเข้ามาตลอดเวลา
อันที่จริงก็เคยได้ยินมานานแล้วว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีค่านิยมองค์กร 6 ข้อและหนึ่งในนั้นคือ “การสร้างสรรค์สิ่งใหม่” หรือมุ่งส่งเสริม “นวัตกรรม” ให้เป็นนิสัยติดตัวของบุคลากรทุกคน แต่ยังไม่เคยได้เห็นการส่งเสริมสนับสนุนให้คนของเขามุ่งมั่นจริงจังกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ บางครั้งยังคิดไปว่าคงเป็นเพียงคำคมสวยหรูที่ตั้งไว้สร้างภาพ หรือให้ HR ปฐมนิเทศพนักงานใหม่เท่านั้น
แต่เมื่อมีโอกาสได้รับเชิญให้เข้าร่วมชม “มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน 2019” ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลับต้องเปลี่ยนความคิดไปโดยสิ้นเชิง แถมท้ายด้วยความรู้สึกว่าภาคเอกชนรายนี้เป็นตัวอย่างของการ “ปรับตัว” ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง นี่ยังไม่นับการที่ผลงานนวัตกรรมจากเครือนี้หลายชิ้น ได้รับการจดสิทธิบัตรเป็นนวัตกรรมระดับโลก… นวัตกรรมที่คิดค้นโดยคนไทย!!
จากแนวคิดของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี ที่กล่าวกับพนักงานของเขาอย่างชัดเจนว่า “ผมเชื่อมั่นว่าความเปลี่ยนแปลงย่อมนำไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเสมอ และเครือฯจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมในทุกมิติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน โดยให้พนักงานนำไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง เพื่อทำประโยชน์แก่ประเทศชาติและองค์กร ซึ่งสุดท้ายจะกลับมาเป็นประโยชน์แก่พนักงานที่กระจายอยู่ทั่วโลก…ทุกคนจึงต้องผนึกกำลังและก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
ความคิดนี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นของผู้นำองค์กรที่ทันสมัยและเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นที่มาของการจัดมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ทุกๆ 2 ปี โดยในปีนี้เป็นการจัดงานครั้งที่ 4 ณ ไบเทคบางนา … ความยิ่งใหญ่ของงานคือผลงานนวัตกรรมของเหล่าพนักงานซีพีทั่วทุกมุมโลก ที่มีการนำมาจัดแสดงกันเป็นบริเวณกว้าง แบ่งบริเวณเป็นบูธแสดงผลงานต่างๆ จากแต่ละบริษัท เช่น ซีพีเอฟ ซีพีออลล์ ทรู ฯลฯ และยังมีบูธแสดงผลงานจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม อินเดีย พม่า มาเลเซีย ฯลฯ ดูคล้ายมหกรรมแสดงสินค้าใหญ่ๆงานหนึ่งเลยทีเดียว เพียงแต่ผู้เข้าชมงานจะเป็นเหล่าพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์กว่า 3 แสนคนทั่วโลกเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าชม
เป็นที่ทราบกันว่าเครือซีพีขยายธุรกิจไปลงทุนในประเทศต่างๆกว่า 22 ประเทศทั่วโลก ค้าขายไปแล้วกับกว่า 100 ประเทศ ไม่น่าแปลกใจที่จะมีผลงานนวัตกรรมส่งเข้ามาถึงกว่า 2,000 ชิ้นจากคนซีพีทั่วโลก… แต่อะไรทำให้พนักงานทุกคนมุ่งมั่นที่จะคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่? …ตรงนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นความฉลาดและตั้งใจของผู้บริหารที่สามารถสร้างแรงจูงใจแก่พนักงานด้วยการจัดประกวดนวัตกรรมในชื่อ “Chairman Awards” ที่เจ้าของผลงานจะได้ขึ้นรับรางวัลจากมือประธานเครือฯ เป็นความภาคภูมิใจให้แก่พนักงานนำไปเล่าสู่กันฟังอย่างภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่นได้เลย โดยในปีนี้มีนวัตกรรมถึง 54 ผลงานที่ได้ก้าวขึ้นรับรางวัลดังกล่าว
เมื่อแอบส่องผลงานที่โชว์ตามบูธต่างๆ แล้วต้องทึ่งในความสามารถของนวัตกรซีพี เอาแค่บูธของกลุ่มซีพีเอฟที่ทำเรื่องเกษตรและอาหาร นวัตกรซีพีเอฟสามารถคิดค้นการตรวจสอบเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนในอาหาร จากปกติที่ต้องใช้เวลาทดสอบเชื้อถึง 7 วัน ให้เหลือเพียง 5 นาที หรือถ้าจะเทียบด้วยหน่วยเดียวกันให้เห็นชัดๆ ก็คือ ลดเวลาจาก 10,080 นาที เหลือเพียง 5 นาที นอกจากจะช่วยลดต้นทุนและลดเวลาการทำงานเกิดประสิทธิภาพอย่างมหาศาลแล้ว ยังถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ สอดคล้อง 3 ประโยชน์ที่เครือนี้ยึดถือปฏิบัติ คือต้องสร้างประโยชน์ต่อชาติ ต่อประชาชนก่อน และประโยชน์นั้นจะตกมาถึงบริษัทเอง สุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ซีอีโอธุรกิจอาหารซีพีเอฟ บอกว่าผลงานชิ้นนี้ยังชนะเลิศรางวัลเหรียญทองระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ด้วย พร้อมยืนยันว่าจะส่งเสริมให้พนักงานทุกคนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป
ผลงานนวัตกรรมไม่ได้วัดเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีหรือด้านลดต้นทุน แต่วัดในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ผลงานการปลูกป่าในโครงการ “CPF รักษ์นิเวศลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ได้รับรางวัล Chairman Awards โดย สุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ซีอีโอธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมซีพีเอฟ เล่าว่าพนักงานทุกคนที่ร่วมทำโครงการนี้มีความมุ่งมั่นและทำงานเพื่อสังคมนี้อย่างจริงจังมาก เขาสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยการปลูกป่าอย่างพิถีพิถัน ทำให้ย่นระยะเวลาการปลูกป่าลง ส่งผลให้ประเทศไทยได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นมาถึง 5,971 ไร่ในระยะเวลาอันรวดเร็วกว่าปกติ ช่วยลดโลกร้อนและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงช่วยให้ชาวชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นอีกตัวอย่างของนวัตกรรมทางสังคมที่ช่วยให้สิ่งแวดล้อมของชาติดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกได้ว่า “เครือซีพี” มีความพร้อมและผลักดันการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง…
การ “เปลี่ยน” เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อนธุรกิจและองค์กรให้เติบโต ก้าวทันโลก และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือภาครัฐ หรือแม้แต่ปัจเจกบุคคลอย่างเราๆ ท่านๆ ก็ควรต้องให้ความสำคัญ เพื่อที่จะ “อยู่ให้รอด” และ “เติบโต” ไปได้อย่าง “ยั่งยืน” …ดังทฤษฎีของชาร์ลส ดาร์วิน…. อย่าลืมว่าทุกอย่างรอบตัวเราล้วน “เปลี่ยนแปลง” แค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ล้าหลังและตายได้อย่างง่ายดายแล้ว
ณฐินี แสงโสดา

