ก่อนที่จะเป็นอินเดียในฐานะหน่วยทางการเมือง (Political Unit) หรือรัฐชาติ (nation-state) อนุทวีปแห่งนี้คือแหล่งอารยธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผ่านเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ การรุกล้ำเข้ามาของมหาอำนาจภายนอกทั้งมุสลิมและจักรวรรดินิยม รวมถึงมีวัฒนธรรมที่ผสมผสานและเป็นบ้านของกลุ่มคนคนหลายชาติพันธุ์ วรรณะ ภาษาและศาสนา
ความแตกต่างหลากหลายที่อยู่ภายใต้ดินแดนแห่งนี้ได้สร้างทั้งความขัดแย้ง การต่อสู้ สงครามและความรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่แห่งความพยายามในการสมานฉันท์และสันติภาพ
อินเดียได้พัฒนาแนวคิดทั้งในเชิงปรัชญาและการปฏิบัติเพื่อยุติความรุนแรงและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้ง ดังจะเห็นได้จากแนวคิดของพระพุทธเจ้าที่ส่งเสริมระบบสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่ประชากรร่วมกันตัดสินใจในรูปแบบรัฐสภา รวมถึงใช้หลักการที่ประชุมสงฆ์ (Sangha หรือ Ganas) เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและตัดสินปัญหาในประเด็นต่างๆ ของสังคมผ่านการลงมติ การถกเถียงและการทำงานในลักษณะของการสร้างความร่วมมือ ซึ่งสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในปัจจุบันที่ช่วยสร้างกระบวนการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนได้นำเสนอข้อคิดเห็น หลักการ ก่อนที่จะตัดสินใจแก้ปัญหาร่วมกัน
นอกจากนี้ในกระบวนการหรือกลไกเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง อินเดียในปัจจุบันได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากหลักคิดซึ่งพัฒนาในช่วงขบวนการเรียกร้องเอกราช นำโดยมหาตมะ คานธี ซี่งใช้หลักการสัตยเคราะห์และอหิงสา (การไม่ใช่ความรุนแรง) ในการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษ โดยมีวิธีการ อาทิ การไม่ให้ความร่วมมือ (Non-Cooperation) เพื่อคัดค้านและไม่ให้ความร่วมมือต่อนโยบายของรัฐ การทำอารยขัดขืน (Civil Disobedience) เพื่อแสดงถึงความไม่ขึ้นตรงและคัดค้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การอดอาหารประท้วง (Fasting) เพื่อเรียกร้องผ่านการอดอาหารซึ่งเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ ชำระล้างจิตใจ ไม่เบียดเบียนและสร้างความรุนแรงต่อผู้อื่น
และการอพยพย้ายถิ่นอย่างเต็มใจเพื่อประท้วงรัฐ (Hijarat)
หลักคิดดังกล่าวได้สั่งสมและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในอินเดีย ซึ่งสามารถพบเห็นผ่านการดำเนินนโยบายหรือหลักการจัดการปกครองของอินเดียดังต่อไปนี้
1.รัฐทางโลกย์ (Secular State) การที่รัฐธรรมนูญของอินเดียได้กำหนดให้อินเดียเป็นรัฐทางโลกย์ กล่าวคือไม่มีศาสนาประจำชาตินั้น ย่อมช่วยให้อินเดียสามารถจัดการบริหารความหลากหลายทางศาสนาโดยไม่ให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งมีอิทธิพลเหนือศาสนาอื่น หรือได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ ทำให้ข้อพิพาทและความขัดแย้งจากประเด็นศาสนาลดน้อยลง
2.อินเดียแบ่งระบบบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วนคือ รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลกลางมีบทบาทสำคัญในด้านการคลัง การต่างประเทศ และความมั่นคง ในขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ให้สามารถดำเนินนโยบายในส่วนอื่นๆ อาทิ การศึกษา การพัฒนา เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การชลประทาน รวมถึงการสาธารณสุข การกระจายอำนาจไปสู่รัฐบาลท้องถิ่นเช่นนี้ย่อมทำให้คนในแต่ละรัฐได้สิทธิในการตัดสินใจและเลือกนโยบายที่มีความเหมาะสมกับรัฐของตน ดังนั้น การพัฒนาที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลและคนในท้องถิ่นย่อมช่วยลดความขัดแย้งจากนโยบายและการสั่งการโดยรัฐบาลกลาง
3.อินเดียให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจไปสู่รากหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาหมู่บ้านผ่านระบบปัญจยัติ (Panchayat) ซึ่งเสริมแรงให้พลเมืองในแต่ละชุมชนสามารถแสดงข้อคิดเห็นและเรียกร้องสิทธิ รวมถึงกำหนดแนวทางพัฒนาหมู่บ้านของตนได้โดยตรง
ระบบดังกล่าวได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญและมีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นอย่างแท้จริง
4.ระบบพรรคการเมืองของอินเดียที่มิได้เพียงตั้งอยู่บนฐานของการเมืองระดับชาติ แต่เป็นตัวแทนของความหลากหลาย ทั้งพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ พรรคการเมืองท้องถิ่น พรรคของกลุ่มอาชีพ พรรคของกลุ่มศาสนา พรรคที่เน้นอุดมการณ์ทางการเมือง รวมถึงพรรคที่มาจากโครงสร้างทางสังคมหรือระบบวรรณะ ความหลากหลายเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองกลายเป็นตัวแทนและเป็นช่องทางในการนำเสนอข้อเรียกร้องและผลประโยชน์ของแต่ละภาคส่วนของสังคม ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดและมีผู้แทนในการสื่อสารความต้องการของประชาชน
5.รัฐสภาของอินเดียเป็นพื้นที่สำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยที่ช่วยนำข้อเรียกร้องของแต่ละภาคส่วนของสังคมมานำเสนอและอภิปรายอย่างเปิดเผยในที่ประชุม ซึ่งทำให้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในอินเดียได้รับการถกเถียงเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม รวมถึงเป็นพื้นที่ในการพิจารณางบประมาณหรือแนวนโยบายต่างๆ ของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเชื่อว่าเงินทุกรูปีเป็นของประชาชน ดังนั้น รัฐสภาจึงควรทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
6.เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยคลายความขัดแย้ง ผ่านการฉายภาพและนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนผ่านทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสมัยใหม่ นอกจากนี้สื่อมวลชนยังเป็นพื้นที่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญในปัญหาต่างๆ ได้ถกเถียงและอภิปราย เพื่อท้ายที่สุดจะได้ให้สังคมได้มีโอกาสร่วมกันตัดสินและหาข้อยุติร่วมกันต่อไป
7.ระบบตุลาการของอินเดียเป็นอีกหนึ่งในสถาบันทางการเมืองที่มีส่วนในการแก้ไขความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐธรรมนูญอินเดีย ซึ่งแม้จะแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินของสถาบันนิติบัญญัติและบริหารออกเป็นระดับชาติและระดับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับความหลากหลาย แต่หลักการที่สำคัญในการสร้างความเท่าเทียมคือกำหนดให้สถาบันตุลาการของอินเดียมีเพียงระบบเดียวครอบคลุมทั้งในระดับชาติและรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อบูรณาการเอกภาพในกระบวนการยุติธรรม
รวมถึงมีสิทธิเด็ดขาดในการพิจารณาตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในสังคม
8.ระบบสำรองโควต้าทางการศึกษาและการทำงาน เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจจากระบบวรรณะ รัฐบาลของอินเดียได้กำหนดให้มีระบบสำรองโควต้าให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มวรรณะล้าหลัง และกลุ่มจัณฑาลเพื่อให้ได้รับโอกาสในการศึกษาและเข้าทำงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เพื่อให้อินเดียสามารถก้าวเดินไปอย่างพร้อมๆ กัน
9.ความเข้มแข็งของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือการเมืองภาคประชาชนในอินเดียมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมข้อเรียกร้องและแสดงพลังของประชาชนต่อการดำเนินงานของภาครัฐ หรือแม้กระทั่งการดำเนินงานของบริษัทเอกชนซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตมนุษย์ ดังตัวอย่างขบวนการโอบกอด (Chipko Movement) ที่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในเทือกเขาหิมาลัยร่วมกันโอบกอดต้นไม้เพื่อต่อต้านการให้สัมปทานผืนป่าโดยรัฐแก่บริษัทเอกชน ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนดังกล่าว คือการที่รัฐออกกฎหมายปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมรวมถึงผืนป่าที่เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์
10.กองกำลังทหารของอินเดียอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน กล่าวคือกองกำลังทหารของอินเดียมีบทบาทโดยตรงและรับผิดชอบในการป้องกันประเทศและสร้างความมั่นคงของรัฐผ่านคำแนะนำของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรูปแบบดังกล่าวเป็นหลักการที่สำคัญที่ทำให้การแก้ไขข้อขัดแย้งเป็นไปได้ด้วยดีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยโดยไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการบังคับข่มขู่และความรุนแรง
ตัวอย่างทั้ง 10 แนวทางข้างต้น คือรูปแบบของนโยบายและการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อลดความขัดแย้ง สร้างโอกาสและเปิดพื้นที่ในการอภิปราย เพื่อช่วยให้ข้อเรียกร้องจากทุกภาคส่วนได้รับการรับฟัง ซึ่งเป็นแนวทางอย่างสันติในการแก้ไขปัญหาของสังคม
ปิยณัฐ สร้อยคำ
อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครอง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

