เดินหน้าชน : ‘หยุมหยิม-รุงรัง’

31.01.19 | 13:00 น.

กกต.ชุดนี้ต้องยอมรับว่ากรรมการทั้งหมดนั้นใหม่ ไม่เคยผ่านหรือมีประสบการณ์เลือกตั้งครั้งใหญ่ และอย่ามานับรวมว่าเคยผ่านการจัดเลือกตั้งสรรหา ส.ว.ครั้งล่าสุด เพราะนั่นไม่ใช่การเลือกตั้ง มันแค่พิธีกรรมที่ คสช.เซตขึ้นมาเพื่อให้ได้สภาฝักถั่วเท่านั้น
ระบบคิดของ กกต.นับวันถอยหลังเข้าคลอง ความจริงหลักคิดของ กกต.ไทยนำต้นแบบมาจากอินเดีย เป็นองค์กรอิสระ มี กกต.เพียงไม่กี่คน มีหน้าที่บริหารเลือกตั้ง ใช้อำนาจสั่งการให้ข้าราชการ เช่น มหาดไทย จัดการเลือกตั้ง แต่วันนี้กลายเป็นองค์กรใหญ่โต มีข้าราชการนับพันคน ใช้งบประจำปีละหลายพันล้าน ระบบคิดทุกวันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบและกลไกราชการไปเสียแล้ว

เมื่อระบบคิดก้าวไม่ทันโลกที่วันนี้ไปไกลถึง 5จี แต่ระเบียบ กกต.เกี่ยวกับการหาเสียงที่ออกมาดูมันหยุมหยิม รุงรัง จนกลายเป็นอุปสรรคมากกว่าส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

นักการเมืองหลายพรรคหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ มองว่า กฎกติกาหยุมหยิมทำราวกับว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองเป็นตัวอันตรายต้องเฝ้าระวังจับตาทุกฝีก้าว

กฎกติกาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตอนยังไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งวันใด นักการเมือง ผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส. พรรคการเมือง มีเสรีภาพในการพูด รณรงค์ ได้หลากหลายช่องทาง หลากหลายวิธีการ แต่พอประกาศ พ.ร.ฎ.และกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน กลับกลายเป็นว่านักการเมือง ผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส. พรรคการเมือง รณรงค์ได้อย่างจำกัด เพราะระเบียบ กกต.เกี่ยวกับการหาเสียงที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องเป็นข้อยกเว้น ทำเท่าที่จำเป็น และตอบได้ว่าจำกัดเสรีภาพไปเพื่ออะไร

ยิ่งคำพูดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไล่เรียงอุปสรรคออกมาป็นข้อๆ เลย อาทิ เมื่อมี พ.ร.ฏ.เลือกตั้งแล้ว แทนที่จะติดตั้งป้ายหาเสียงได้ แต่ปรากฏว่า กกต.ยังไม่กำหนดจุดที่จะติดป้าย หรือความสับสนการหาเสียงทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะต้องแจ้ง กกต.ก่อน ผู้สมัครบางคนไปยื่น แต่ กกต.จังหวัดไม่รับแจ้ง อ้างยังไม่ถือว่าเป็นผู้สมัคร แต่บางจังหวัดก็รับแจ้ง แม้แต่การกำหนดให้มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน ถามว่าต้องนับใครบ้าง และนับอย่างไร

Advertisement

ประเด็นสื่อมวลชนจะจัดเวทีดีเบตซึ่งผลประโยชน์ตกกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าจะทำอย่างไรให้มีข้อมูลมากที่สุดเกี่ยวกับพรรคการเมืองนำมาประกอบการตัดสินใจ กลายเป็นว่า ถูกเตือนในทำนองว่าถ้าไม่เชิญทุกพรรคการเมืองจะมีปัญหาเรื่องความเท่าเทียม ทั้งที่ความเป็นจริง หลักการเสมอภาคและเท่าเทียมต้องพิจารณาจากความเป็นจริงเกี่ยวกับการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดเวทีแล้วมีพรรคการเมืองมาเป็นร้อยพรรค กลายเป็นว่าเวทีการประชันวิสัยทัศน์ถูกจำกัดด้วยคำว่า เสมอภาคและเท่าเทียมเสียแล้ว

อภิสิทธิ์ซัดเปรี้ยงเลยว่า ระเบียบ กกต.ค่อนข้างรุงรัง เป็นความยุ่งยากเกินความจำเป็น อยากให้อยู่กับความเป็นจริง ไม่ไปควบคุมอะไรเสียจนทำให้บรรยากาศที่จะทำให้คนสนใจการเลือกตั้งได้รับข้อมูลในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างกว้างขวางถูกทำลายไป

หน้าที่หลักของ กกต. คือการรณรงค์ส่งเสริมให้คนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แค่นับหนึ่งก็วุ่นวายเสียแล้ว

ขณะที่หน้าที่หลักอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การทำให้การเลือกตั้งสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม แต่ภายใต้บรรยากาศการแบ่งขั้ว แยกข้างที่ยังไม่จางหายไป ที่ผ่านมาหลายคนต่างก็หวาดระแวงที่มาที่ไปของ กกต.ชุดนี้อยู่แล้ว อย่าต้องให้หวาดระแวงผลการเลือกตั้งว่าจะไปเอื้อประโยชน์ให้พรรคใดหรือขั้วใดอีกเลย

โกนจา