ผมกำลังมองหาจุดเปลี่ยนประเทศไทยภายหลังการเลือกตั้ง แต่ยังหาไม่เจอหรือมองไม่ออกว่า อะไรที่พอจะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศที่สำคัญ ทั้งนี้เพราะเมื่อย้อนกลับไปพิจารณาถึงความเคลื่อนไหวของนักการเมืองในพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคม 2562 ก็พบว่านักการเมืองที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการเมืองไทยในห้วงเวลานี้ โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนักการเมืองหน้าเก่าๆ พรรคเก่าๆ หน้าเดิมๆ ที่ยังสาละวนอยู่สภาพการเมืองแบบเดิมๆ ทั้งในแง่การแข่งขันและแบ่งขั้วการเมืองกันอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ที่ยังแบ่งขั้วกันเหมือนเดิม และอาจจะมีแถมด้วยพรรคการเมืองใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลปัจจุบัน และ คสช. ที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งมีการเปิดตัวให้เห็นทีท่าว่าจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่อีกพรรคหนึ่ง
ขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางและพรรคเกิดใหม่รองๆ ลงมามีทีท่าว่าจะถูกพรรคการเมืองใหญ่ชวนแบ่งกลุ่มแบ่งขั้ว เพื่อลากพรรคการเมืองเหล่านี้เข้ากลุ่ม เป็นต้นว่า มีการประกาศออกมาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งระหว่างฝ่ายเผด็จการและฝ่ายประชาธิปไตย หรือเลือกกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับฝ่ายที่ไม่เอารัฐบาลปัจจุบัน
เราจึงเห็นว่าการเกิดขึ้นของพรรคขนาดกลางและพรรคการเมืองใหม่ดังกล่าว บางพรรคก็แตกหน่อไปจากพรรคการเมืองใหญ่จนกลายเป็นสาขาย่อยของพรรคการเมืองนั้นๆ หรือพรรคอะไหล่
ผมจึงเห็นว่า หลังการเลือกตั้งก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากการเมืองก่อนมีการรัฐประหารมากนัก ที่มีการแบ่งกลุ่มการเมืองเป็นขั้วเสื้อเหลืองและเสื้อแดง
ผมจึงไม่ค่อยเห็นประเด็นใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนประเทศไทยมากนัก เพราะมีแนวโน้มว่า การแบ่งขั้วการเมืองของพรรคการเมืองอาจจะรุนแรงชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่อาจจะเกิดกลุ่มพรรคการเมืองที่กลางๆ พร้อมจะโอนเอนไปกับข้างใดด้านหนึ่ง ซึ่งก็พอๆ จะเดากันได้ว่ามีพรรคการเมืองใดบ้าง
นอกจากนี้เราอาจจะหวังกับพรรคการเมืองที่จัดตั้งพรรคขึ้นมาใหม่เพราะเป็นพรรคที่มีกลุ่มสนับสนุนที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น พรรคการเมืองที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พรรคการเมืองที่เป็นพรรคของคนท้องถิ่น พรรคการเมืองของกลุ่มครู กลุ่มตำรวจ กลุ่มมุสลิม และกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าพรรคการเมืองเหล่านี้จะมีพลังเพียงพอที่จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยหรือไม่
ผมจึงเห็นว่า ในที่สุดการเมืองก็ยังคงเป็นการเมืองแบบแบ่งขั้วที่ชัดเจน ซึ่งมองได้ทั้งในแง่ดีที่ถือว่าเป็นการเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ และมองเป็นจุดอ่อนที่เป็นข้อพึงระวังอีกมุมหนึ่งก็คือ การแบ่งขั้วอาจจะนำไปสู่การสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนไทยด้วยกันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการแบ่งขั้วการเมืองที่ดีควรเป็นการแบ่งขั้วในแง่การเสนอนโยบายของพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการนำประเทศไปสู่จุดเปลี่ยนแปลงได้และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ก็อยากจะเห็นการนำเสนอนโยบายที่สำคัญๆ ในการเป็นประเด็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย
ทั้งนี้เพราะประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสังคมไทยยังมีความมุ่งหวังว่า การปฏิรูปประเทศน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศให้เดินไปข้างหน้า แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็อาจจะไม่ได้ทำให้การปฏิรูปประเทศเป็นจุดเปลี่ยนอย่างที่คาดหวังมากนัก และยังไม่เห็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่จะสร้างสังคมไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้อย่างไร แม้แต่รัฐธรรมนูญปี 60 เอง ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย
เรื่องการเมืองไทยที่ยังคงดำรงความขัดแย้ง ก็ยังไม่ได้มีการปฏิรูปว่าจะสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้งได้อย่างไร รวมถึงข้อเสนอการลดอำนาจภาครัฐและการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เป็นต้น และนี่เป็นตัวอย่างว่า ยังมีความไม่ชัดเจนหรือมีสิ่งค้างคาใจในการปฏิรูปประเทศมากมาย
ผมจึงเห็นว่า จุดเปลี่ยนประเทศไทย พรรคการเมือง และนักการเมือง ต้องใช้จังหวะการนำเสนอนโยบายการปฏิรูปประเทศให้ชัดเจนว่าภายหลังการเลือกตั้งจะร่วมมือกันปฏิรูปประเทศให้เห็นเป็นรูปธรรมในเรื่องอะไรบ้าง แต่น่าเสียดายเช่นกันว่า ไม่ค่อยได้เห็นพรรคการเมืองใดเสนอการปฏิรูปประเทศในเรื่องเหล่านี้แต่อย่างใด
ทั้งๆ ที่ผมเห็นว่า พรรคการเมืองควรต้องเสนอการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อต้องเดินหน้าแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศให้ทุเลาเบาบางลง มิใช่เป็นการทำให้สังคมไทยมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้น
ดังนั้น การนำเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการหาแนวทางคลี่คลายประเทศให้เกิดความปรองดองขึ้นก็น่าจะเป็นผลดี
ข้อเสนอจุดเปลี่ยนประเทศไทยภาคหลังการเลือกตั้งอีกประการหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐใหม่ ที่เปลี่ยนจากการรวมศูนย์อำนาจรัฐไว้ที่ส่วนกลาง มาเป็นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยการลดอำนาจภาครัฐ ที่จะต้องถ่ายโอนภารกิจให้ท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งปัญหาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อให้ท้องถิ่นที่เป็นหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยแบ่งเบาภารกิจของรัฐ
ผมจึงเห็นว่า ภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐแบบเดิมนั้น มักก่อให้เกิดปัญหาและปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่จะยังคงมีปัญหาอยู่ต่อไป แม้แต่การจัดทำโครงการของรัฐและของพรรคการเมืองต่างๆ ที่นำเสนอให้แก่ประชาชนในลักษณะแนวทางประชานิยมก็น่าจะทำให้เกิดปัญหาของประเทศในอนาคต ทั้งในเรื่องฐานะการเงินการคลังของรัฐที่อาจไม่มั่นคงในอนาคตและโครงการในลักษณะประชาชนนิยมก็ถือว่าเป็นการเยียวยาให้กับประชาชนเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
ดังนั้น จึงเห็นว่าทางออกประเทศไทยที่เป็นจุดเปลี่ยนประเทศก็คือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และให้รัฐบาลมีหน้าที่จะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีศักยภาพและขีดความสามารถ ทั้งในแง่การเงินการคลังของท้องถิ่น โดยการเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นรองรับการจัดบริการสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำแทนรัฐกับส่งเสริมความมีธรรมาภิบาลท้องถิ่น และทำให้ท้องถิ่นเป็นกลไกในการในการวางรากฐานประชาธิปไตยที่ร่วมกันสร้างความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต
และที่สำคัญที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย ก็คืออาจจะต้องผลักดันให้พรรคการเมืองร่วมกันเสนอเพื่อทำให้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในอนาคต
ดร.โกวิทย์ พวงงาม
คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

