หลังจากมีการรับสมัคร ส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2562 ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 บรรยากาศทางการเมือง ความตื่นเต้น ตื่นตัวของพรรคการเมือง ผู้สมัครทุกฝ่ายทุกคน โดย “ประชาชน” ที่เป็นกองเชียร์ต่างๆ จะสื่อสารออกมาได้ด้วยอารมณ์และความกระหาย โหยหา อยากได้ ส.ส. หรือผู้แทนของตนไปทำหน้าที่ในสภา บริหารประเทศ ออกกฎหมายต่างๆ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการพิจารณาระดับประเทศ ส่วนภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ชุมชน ให้มีความสุข ความเจริญ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง “รัฐธรรมนูญ” มา 20 ฉบับแล้ว ซึ่งต่างกับประเทศในตะวันตกอย่างเช่น ประเทศอเมริกา ประเทศอังกฤษ ที่มีรัฐธรรมนูญเพียง 1 ฉบับเท่านั้นเป็นกฎหมายสูงสุด ปกครองประเทศมาจนถึงปัจจุบันก็น่าจะเป็นบทสรุปเบื้องต้น ได้ว่า…
การพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมิได้อยู่เฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญ การมีพรรคการเมือง การมีการเลือกตั้ง การประชุมรัฐสภา การบริหารประเทศไทย “ฝ่ายบริหาร” เท่านั้น แต่จะต้องมีฐานรากที่สำคัญที่สุด คือ “วัฒนธรรมการเมือง” แบบประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เช่น ความเชื่อเรื่องความเสมอภาค ความเคารพในสิทธิเสรีภาพ การเคารพในหลักนิติธรรม การมีอาตมันปัจเจกภาพ และการมีอาตมันทางการเมืองที่มีความอิสระเสรี ตัดสินใจด้วยตนเอง โดยเฉพาะการยึดมั่นใน “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”
ถนนไปสู่ประชาธิปไตยที่ดีสมบูรณ์แบบได้นั้น จึงไม่ใช่ถนนที่ราบเรียบ จะต้องใช้เวลาในการพัฒนา โดยตัวแปรที่สำคัญที่สุด คือ การศึกษาวัฒนธรรมและจิตสำนึก ที่สอดคล้องกับโครงสร้างและกระบวนการประชาธิปไตย หรือระบอบประชาธิปไตย คนจำนวนมากเป็นเป้าหมายสูงสุด
ลักษณะ “จิตใจ” ที่เป็นประชาธิปไตย : ระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็เหมือนระบอบการเมืองการปกครองอื่นๆ คือ ประกอบด้วย “มนุษย์” ซึ่งโดยหลักแล้วก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม “กลุ่มเล็ก” คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมือง การบริหาร คือ นักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งและ “กลุ่มใหญ่” ซึ่งได้แก่ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ระบอบประชาธิปไตยจะสามารถดำเนินไปอย่างได้ผลนั้นขึ้นอยู่กับ โครงสร้างและกลไก ซึ่งเรียกว่า “สถาบันประชาธิปไตย” คือ มีรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง การเลือกตั้ง การประชุมสภา การจัดตั้งรัฐบาล แต่ที่สำคัญเท่ากับ “ระบอบ” หรืออาจจะสำคัญกว่า คือ การที่ประชาชนทั้งสองกลุ่ม (คน 2 กลุ่ม) มีจิตใจหรือมีวิญญาณที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่เพียงใดซึ่งในภาษารัฐศาสตร์ เรียกว่า “วัฒนธรรมการเมือง” หรือ “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” ลักษณะจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย หรือการมีวัฒนธรรมประชาธิปไตย มี 10 องค์ประกอบ คือ
1.มีจิตสำนึกและศรัทธาในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีคำกล่าวว่า…“ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบการเมืองที่ดีที่สุด แต่เป็นระบบที่ทำงานได้ผล หรือเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด” กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ระบอบประชาธิปไตยมีทั้งจุดดี จุดเสีย” ไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบ บางครั้งเสียงส่วนใหญ่อาจผิด แต่เมื่อเทียบกับระบบอื่นแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นระบบการเมืองการปกครอง ที่ “เลวน้อยที่สุด” ความ “ศรัทธา” ต่อระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อมีศรัทธาเบื้องต้นเสียแล้วจะนำไปสู่ “ความเชื่อมั่น” ว่าแม้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม…ระบอบประชาธิปไตยก็จะเป็นระบบการเมืองที่ต้องจรรโลงไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นระบบที่ทำงานได้ผลและก่อความเสียหายน้อยที่สุด เพราะเป็นระบบที่มีการ “ประชุม” ต่อรองหาข้อยุติและเคารพในหลักการแห่ง สิทธิเสรีภาพ ด้วยเหตุนี้… “จิตสำนึกและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย” โดยเฉพาะในหมู่ “ผู้นำ” เป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของระบบ
2.จิตสำนึกในเรื่องสิทธิเสรีภาพ จิตสำนึกในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เป็นหัวใจสำคัญของลักษณะจิตใจประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะ “สิทธิเสรีภาพ” คือ ฐานสำคัญของระบบเสรีประชาธิปไตย เป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ของมนุษยชาติที่เป็นเสรีชน ใครจะมาบังคับ ตัดทอนลงไม่ได้ จนมีคำกล่าวว่า “จงให้เสรีภาพแก่ข้าพเจ้า หรือมิเช่นนั้นก็ให้ความตายแก่ข้าพเจ้า” (Give me liberty or give me death) เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็นในชุมชน การเลือกที่อยู่อาศัย การเลือกอาชีพ ฯลฯ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องเสรีภาพที่เด่นชัดที่สุด มีคำคมกล่าวไว้ว่า “แม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านพูด แต่ข้าพเจ้าก็ยินดีจะต่อสู้เพื่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของท่านด้วยชีวิต”
3.จิตสำนึกในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองและการเคารพสิทธิของผู้อื่นผู้ที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยจะต้องพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองอันชอบธรรม เช่น ถูกกีดกันไม่ให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จะต้องโวยวายต่อสู้เพื่อให้ได้คืนมาซึ่งสิทธิดังกล่าว หรือถ้าถูกปิดกั้นไม่ให้แสดงความคิดเห็นก็จะต้องต่อสู้เพื่อการคืนมาซึ่งสิทธิขั้นมูลฐานสำคัญ “วิญญาณ” แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของตนเองเป็น “หัวใจ” ของระบอบประชาธิปไตย
การใช้สิทธิของตนรวมทั้งการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองต้องไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น การเคารพสิทธิของผู้อื่นจึงเป็นของคู่กันกับการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง การเอาแต่ได้โดยไม่คำนึงถึงสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่น ไม่ใช่ลักษณะจิตใจแบบประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ขาดจิตสำนึกอันถูกต้อง
4.จิตสำนึกในเรื่องเสียงส่วนใหญ่ และสิทธิเสียงส่วนน้อย (Majority rule and minority right) หลักการตัดสินข้อขัดแย้งและหาข้อยุติในแบบประชาธิปไตย คือ การลงคะแนนเสียงและใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ตัดสิน กติกาดังกล่าวหมายความว่า ถ้า 51 ท่าน เห็นด้วยกันในนโยบายที่เสนอ ส่วน 49 ท่านคัดค้าน ก็ต้องรับนโยบายดังกล่าว ผู้ที่แพ้ก็ต้องยอมรับการลงคะแนนเสียง และถือว่าสิ้นสุด หลักเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงข้างมากเป็นหลักการพื้นฐานของการตัดสินนโยบายของระบบประชาธิปไตย
แต่การใช้เสียงส่วนใหญ่ต้องไม่ขัดสิทธิของเสียงส่วนน้อย หรือต้องมีการเคารพเสียงส่วนน้อย เช่น เสียงส่วนใหญ่ลงมติออกกฎหมายทำร้ายร่างกาย เสียงส่วนน้อยไม่ได้ หรือการมีเสียงชนะแล้วก็มาเยาะเย้ยถากถาง ดูหมิ่นดูแคลนเสียงส่วนน้อยที่พ่ายแพ้ในการลงคะแนนเสียง…ก็ถือว่าเป็นการขัดต่อจิตสำนึกดังกล่าว และถูกมองว่าขาดความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ขาดความเป็นผู้ดีทางการเมือง
5.จิตสำนึกในความเสมอภาค : ประชาธิปไตย หมายถึง อำนาจของประชาชน ประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ “ประชาชน” หมายถึง ประชาชนทุกคนไม่ใช่ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรื่องความเสมอภาคในทางการเมือง คือ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” และความเสมอภาคในทางกฎหมาย ก็คือ การใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน ทุกๆ คนในสังคม เป็นจิตสำนึกที่สำคัญยิ่ง เพราะถ้าจิตสำนึกเรื่องความเสมอภาคขาดหายไป ฐานสำคัญของระบบประชาธิปไตย คือ ความเสมอภาคก็จะหายไป ระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่สามารถยืนหยัดได้สมบูรณ์ ความเสมอภาคทางการเมืองและทางกฎหมายจะต้องดีขึ้น แม้จะมีความแตกต่างในทางสังคม ในแง่ฐานันดรหรือทางเศรษฐกิจ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นสังคมชนชั้นที่มีอภิสิทธิ์ทางกฎหมาย และการเมืองทำให้ระบอบประชาธิปไตยคลายความเข้มข้นลง
6.จิตสำนึกในความยุติธรรม : ความยุติธรรม เคารพกติกา มีใจนักเลง จิตใจเป็นนักกีฬา เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินการของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพราะความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมที่เกิดขึ้น จะหาข้อยุติไม่ได้ ถ้าไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของความยุติธรรม อคติ ลำเอียง ฉกฉวยผลประโยชน์ ไม่เคารพกติกา ขาดจิตใจเป็นนักกีฬา ก็ย่อมยากที่จะหาข้อยุติในการขัดแย้ง ปัญหาก็ไม่สามารถจะแก้ไขได้
7.จิตสำนึกในการคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่จิตใจที่เป็นประชาธิปไตย จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ของสังคมและประเทศชาติ ไม่มุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์ส่วนตัว ดังพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชบิดาแห่งการแพทย์ไทย ที่ว่า…“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” โดยก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น หรือต่อสังคม ประเทศชาติ เช่น ด้วยการทำลายสภาพแวดล้อม ไม่หาความร่ำรวยด้วยการตัดไม้ทำลายป่า การกระทำดังกล่าวนอกจากจะละเมิดต่อจิตสำนึกแล้ว ยังเป็นการละเมิดกฎหมายบ้านเมือง เป็นอาญาแผ่นดินด้วย
8.จิตสำนึกในความรับผิดชอบ เคารพกฎระเบียบและมีวินัย : ประชาธิปไตยไม่ใช่มีแต่อ้างสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องมีการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบ เคารพกฎระเบียบและมีวินัยเป็นตัวตน การใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต สิทธิเสรีภาพที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่เคารพกฎระเบียบ ขาดวินัยอาจนำไปสู่การขาดกฎเกณฑ์และการล่มสลายของระเบียบทางการเมืองที่เรียกว่า “อนาธิปไตย” (anarchy) สิทธิเสรีภาพเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แต่ความรับผิดชอบ การเคารพกฎระเบียบ การมีวินัยเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่จะจรรโลงหลักการสิทธิและเสรีภาพเอาไว้
9.จิตสำนึกในความอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นและพฤติกรรมที่แตกต่าง : ประชาธิปไตยทำให้เราใช้สิทธิเสรีภาพได้ แปลว่าผู้อื่นก็มีด้วย เราไม่มีสิทธิจะไม่ให้ผู้มีสิทธิไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพไม่ได้ ในการแสดงความคิดเห็น พูดจา พฤติกรรมใดๆ แม้ว่าเราจะไม่ชอบไม่เห็นด้วย เราก็ต้อง “อดทน อดกลั้น” ถ้าการใช้สิทธิเสรีภาพของเขายังอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ไม่ว่าจะพูดแปลก ไม่เข้าหู ทำท่าไม่ดี แต่งตัวดูไม่ได้ ก็เป็นสิทธิเสรีภาพอันชอบธรรมของเขา ตราบใดที่ยังไม่ทำผิดกฎหมายหรือทำให้เราเดือดร้อน
10.จิตสำนึกในหลักนิติธรรม (the rule of law) หลักนิติธรรม คือ หลักการอันถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งในแง่หลักการกระบวนการตามกฎหมาย คือ การใช้หลักกฎหมายเป็นฐานในการปกครอง ไม่ใช่ใช้อ้างตามอำเภอใจของคนที่อยู่ในอำนาจ โดยใช้อำนาจของ “ผู้นำ” เป็นหลักที่เรียกว่า การปกครองโดยคน (the rule of men) the rule of law เป็นหลักนิติธรรมที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าจะผดุงใช้ความยุติธรรมและความชอบธรรม จิตสำนึกในส่วนนี้จึงสำคัญอย่างยิ่ง เช่น ถ้ามีกฎหมายออกมาตามหลักนิติธรรมสากลก็ต้องเอากฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่บางครั้งอาจจะได้ยิน “หลักนิติศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์”…หลักนิติศาสตร์ คือ การใช้กฎหมายเป็นหลัก ส่วนหลักรัฐศาสตร์อาจใช้การคำนึงถึงสถานการณ์ความจำเป็นเพื่อยุติความโกลาหล ด้วยการงดเว้นการใช้กฎหมายหรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือด้วยการตีความ การใช้หลักรัฐศาสตร์ จะใช้กรณีที่เป็นปัญหาของทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก เช่น การประท้วงคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะละเมิดกฎหมาย ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ แต่ก็ต้องยุติลงโดยผู้กระทำผิดไม่ถูกพิจารณากล่าวโทษ การใช้หลักรัฐศาสตร์ ควรเป็นข้อยกเว้นและใช้เฉพาะกรณีจำเป็นจริงๆ มิฉะนั้นจะเป็นการทำลายหลักนิติธรรม ที่สำคัญมาก คือ หลักนิติธรรม หรือ the rule of law ต้องไม่ปนกับ the rule by law คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหาความชอบธรรมในการกระทำ โดยออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อ the rule of law ตั้งแต่ต้น
เป็นรัฐบาลเผด็จการออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมมาบังคับประชาชน กฎหมายจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อการใช้อำนาจของเผด็จการโดยผู้กระทำการจะอ้างกฎหมายทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายเผด็จการโดยสรุป คือ จิตสำนึก 10 ข้อ คือ วิญญาณจิตใจประชาธิปไตยเป็นรากฐานหรือเป็นแก่นแท้ที่สำคัญยิ่งยวดของการพัฒนาวิญญาณประชาธิปไตย และการพัฒนาประชาธิปไตย หรือระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย
อนึ่ง ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตัว “ประชาชน” ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ดี สอดคล้องกับจิตวิญญาณประชาธิปไตยอย่างน้อย 8-9 ข้อ 1.มีความรู้สึกเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นเจ้าของประเทศ (ที่เรียกว่ามีอาตมันทางการเมือง) 2.มีส่วนร่วมไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่นอนหลับทับสิทธิ 3.มีความเข้าใจเรื่องหลักนิติธรรม กฎหมาย สิทธิเสรีภาพอย่างดี 4.มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 5.จะต้องเป็นผู้ยินดีในการเสียภาษีเพื่อนำรายได้ไปทำประโยชน์ต่อประชาชนในการพัฒนาประเทศชาติ 6.จะต้องมีภาระสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งหลักจริยธรรม ศีลธรรมเพื่อความถูกต้องในสังคม
7.ต้องธำรงไว้ซึ่งความมีเหตุมีผล ไม่สนับสนุนพฤติกรรมอันใดที่ผิดหลักการและศีลธรรมอันดีงาม 8.ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมทั้งในส่วนของสังคม การเมือง กระบวนการยุติธรรม โดยแสดงความไม่เห็นด้วย
ท้ายสุดนี้ ความยั่งยืนอย่างมีเสถียรภาพของ “วัฒนธรรมระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย” ต้องมีองค์ประกอบใหญ่ๆ คือ การมีลักษณะคุณสมบัติที่ดีของประชาชนร่วมกับจิตสำนึกของวัฒนธรรมการเมืองที่ดี ซึ่งเกิดขึ้นได้ 3 มิติ กล่าวคือ มิติที่หนึ่ง มีการอบรมบุคคล ในครอบครัว ได้แก่ ลูกหลาน จากบิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย มิติที่สอง มีการอบรมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษา อย่างต่อเนื่อง และมิติที่สาม ในทางสังคม จะต้องพัฒนา วัฒนธรรมการเมืองของประชาชน ให้สอดคล้องกับแบบประชาธิปไตยไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืน ท้ายสุดก็จะเกิดความมั่นคง ของวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่แท้จริงและยั่งยืนอันเป็นเสน่ห์ที่ดีงามของวัฒนธรรมประชาธิปไตยไทยๆ ของเรา
ทุกอย่างอยู่ที่คนสำคัญที่สุดที่ควรช่วยกันจรรโลงไว้ รากฐานสำคัญที่สุดของ วัฒนธรรมการเมือง คือ การมี ศีลธรรม และ ให้ถือประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ ไงเล่าครับ
ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

