ท่านผู้อ่านสนใจ สอบถามและคอมเมนต์กันมาหลากหลาย เรื่องของ วีรสตรีสาวสวยชาวรัสเซีย ชื่อ ลุดมิลา พาฟลิเชนโก(Lyudmila Pavlichenko) ที่ผมนำเสนอไปตอนที่แล้ว

บทความในตอนที่แล้ว ยังมีรายละเอียด ผลงานโหดเฉียบเรื่องของ “พลซุ่มยิง-สวยสังหาร” คนนี้ยังไม่จุใจ แฟนคลับ ขอให้เปิดเผยรายละเอียด ผลงาน วิธีการของเธอที่ซุ่มสังหาร เด็ดหัวทหารนาซีไปถึง 309 ศพ คมกระสุนของเธอระบิลระบือ สร้างความสยองให้กับนายทหารนาซีในขณะบุกรุกรานแดนหมีขาวของชาวโซเวียต
ผมยินดีอย่างยิ่งครับ
พ.ศ.2484 กองทัพนาซีเยอรมัน ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ รบด้วยวิธีรุก ยึดดินแดนต่างๆ ค่อนทวีปยุโรปแบบ “ราบคาบ” แม้กระทั่งเกาะอังกฤษ ฮิตเลอร์จอมโหดก็ส่งฝูงบินไปถล่มลอนดอนซะเละเทะ
22 มิถุนายน พ.ศ.2484 ฮิตเลอร์ เปิดศึกอีกด้าน ส่งกองทัพบุกไปทางทางทิศตะวันออกแบบโลกตะลึง ไม่คิดว่าฮิตเลอร์จะหักหลังโซเวียต ทหารนาซีอันแข็งแกร่งที่สุดในโลก ผ่านแนวออกตีทะลุโปแลนด์พุ่งตัวออกไป นาซีจะหมายยึดครองดินแดนแห่งนี้ให้ได้เพื่อครองยุโรป

นาทีนั้น..กองทัพแดงของโซเวียต ตกเป็นเบี้ยล่างกองทัพนาซีหลายขุม อาวุธ กำลังพล การฝึก เทียบกันไม่ได้ ทหาร-ประชาชนโซเวียตโดนสังหารนับแสนศพ เลวร้ายที่สุด คือ ทหารของโซเวียตโดนเยอรมันโอบล้อมแบบสิ้นหวัง โซเวียตกลายเป็นทุ่งสังหารระดับโลก
กองทัพนาซีรุกไล่ บดขยี้กองทัพโซเวียต พลเมืองชาย-หญิงลุกขึ้นจับอาวุธเท่าที่มีสู้ยิบตา
นักศึกษาสาวสวยชื่อ ลุดมิลา พาฟลิเชนโก คือ 1 ในประชากรดินแดนถิ่นหมีขาวที่กำลังศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเคียฟ พกพาความคลั่งแค้น เดินเข้าไปในค่ายทหารอย่างมาดมั่น…ขอสมัครเป็นทหาร
กองทัพขอให้สาวสวยคนนี้ไปเป็นนางพยาบาลในสนามรบ แต่เธอยืนยันขอเป็นทหารในหน่วยทหารราบ เธอเป็นสาวห้าว เป็นนักกีฬา เคยฝึกยิงปืนมาก่อนในชมรมยิงปืน… รักการยิงปืนเป็นชีวิตจิตใจ
หลังการฝึกเบื้องต้น ครูฝึกพบว่า เธอมีพรสวรรค์ในการยิงปืนขั้นเทพ เธอได้รับการคัดเลือกให้เป็น “สไนเปอร์” (พลซุ่มยิง) ตามที่ใฝ่ฝัน ทุกลมหายใจมีแต่แรงแค้นทหารเยอรมันที่มาบุกรุกราน
ที่โดดเด่นที่สุด คือ เธอสงบนิ่ง อดทน ฉลาด ไหวพริบเยี่ยมยอด เหนือกว่าสไนเปอร์ทั่วไปในหน่วย…
ช่วงแรก พลทหารลุดมิลา ถูกส่งไปหน้าแนวภารกิจ คือ 1 นัด 1 ศพ เพื่อยับยั้งการรุกของกองทัพนาซี และต้องยิงเฉพาะ
“ผู้บังคับหน่วยทหาร”
สไนเปอร์ของกองทัพแดง โซเวียต (ในขณะนั้น) ใช้อาวุธปืน โตกาเรฟ แบบ SVT-40 โดยใช้กระสุนขนาด 7.62x54mmR
ในบางภารกิจจะใช้ “กระสุนเจาะเกราะ” (armour-piercing (B-30))
แน่นอนที่สุด…ทหารในกองทัพทุกคนจะได้รับการฝึกเรื่อง “การยิงปืนให้แม่น” เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว หากแต่ผู้บังคับหน่วยจะ
“คัดเลือก” กำลังพลที่มีหน่วยก้าน มีฝีมือโดดเด่น จัดจ้าน เพื่อจะพัฒนาต่อไปให้เป็น “มือปืน-นักฆ่า” ของกองทัพ
มีข้อมูลระบุว่า กองทัพแดงที่กำลังสูญเสียอย่างหนัก แลกเลือด แลกเนื้อกับกองกองทัพนาซี บรรจุทหารหญิงเป็นพลซุ่มยิง 2,484 นาย เมื่อสงครามยุติในปี พ.ศ.2488 ทหารหญิงนักล่าสังหารเหล่านี้รอดมาได้เพียง 500 นาย เท่านั้น
ก็ใช่ว่า สไนเปอร์ทุกคนจะไปรอซุ่มยิงข้าศึกได้แบบง่ายๆ ฝ่ายเดียว เพราะข้าศึกก็มีสไนเปอร์ที่จะล่าสังหารสไนเปอร์ด้วยกันเอง ใครดีใครอยู่
กองทัพแดงของโซเวียต มีหลักนิยมที่เข้มข้น ชัดเจนในการใช้พลซุ่มยิง เพื่อชิงสังหารข้าศึก โดยยิงจากระยะไกล เน้นการสังหารผู้บังคับหน่วย เพราะกองทัพแดงทราบดีว่า นายทหาร-ผู้บังคับหน่วยของนาซีมีน้อย ถ้านายทหารเสียชีวิตแล้วบรรจุทดแทนในสนามรบ จะเป็นเรื่องที่ระส่ำระสาย “บั่นทอนขวัญ” ข้าศึกได้สูงสุด
กองทัพโซเวียต ทุ่มเทกับการคัดเลือกทหารชั้นดี มุ่งฝึกให้เป็นสไนเปอร์ เพราะกระสุนนัดเดียวที่เจาะเข้าสมองของนายทหารข้าศึกมีราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องนำหน่วยบุกไปโจมตี
พลทหารหญิงที่สร้างความประทับใจให้แม่ทัพของโซเวียต แบบไม่มีใครทำได้มาก่อน คือ พลทหารลุดมิลา
การจัดหน่วย ระดับหมวด ของกองทัพแดง 1 หมวดปืนเล็ก (ราว 30-50 นาย) จะมีสไนเปอร์อยู่ในหมวดด้วย กำลังพลในหมวดจะบุกตะลุยไปข้างหน้า จะตั้งรับหรือร่นถอย แต่สไนเปอร์มีหน้าที่ชัดเจน จะ “แน่นิ่งจ้องยิงข้าศึก” แบบไม่ต้องสนใจใคร
ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวเรื่องระยะยิงนะครับ จะ 100 เมตรหรือ 800 เมตร หรือไกลกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พื้นที่ ลมฟ้าอากาศและการปรากฏตัวของ “เป้าหมาย” ต้อง 1 ศพ ต่อ 1 นัดเท่านั้น และต้องเอาตัวรอดกลับมาให้ได้ จะไม่มีใครช่วยคุณเด็ดขาด
2 มิถุนายน พ.ศ.2484 หลังการฝึก เธอได้รับคำสั่งให้ออกทำงานที่เมืองเบลาเยฟกา (Belayevka) ต่อเนื่องไปถึงเดือนสิงหาคม เธอได้ 100 ศพแรก เลื่อนยศเป็นนายสิบ
ต่อมาถูกส่งไปสู่สงครามที่ดุเดือดเลือดสาด ณ สนามรบ เมืองเซวาสโทโปล (Sevastopol) ต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤษภาคม 2485 ผลงานจัดจ้านได้เหยื่อต่อเนื่อง เธอได้รับการเลื่อนชั้นเป็นนายทหาร
มิถุนายน 2485 ผู้หมวดลุดมิลาและหน่วยของเธอถูกทหารเยอรมันถล่มด้วยปืนครก สไนเปอร์ลุดมิลา บาดเจ็บสาหัส เมื่ออาการดีขึ้น ผู้หมวดหญิงแม่นปืน ขอกลับไปทำหน้าที่ล่าสังหารอีก แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ยินยอม เพราะไม่ต้องการสูญเสียกำลังพลชั้นเลิศ
309 ศพ คือยอดรวมที่เธอบรรจงลั่นไกส่งทหารเยอรมันลงนรก ตลอดการทำหน้าที่อย่างเด็ดเดี่ยว
ผู้บังคับบัญชาของกองทัพแดง ต้องการรักษาชีวิต “วีรสตรี” ของแผ่นดิน ถ้าเธอตายในสนามรบ จะทำให้ทหารส่วนใหญ่ “เสียขวัญ” รัฐบาลโซเวียตจึงมอบหน้าที่ให้เธอเป็นทูตแห่งความหวังดี เดินทางไปอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ เพื่อบอกกล่าวกับชาวอเมริกันและรัฐบาลอเมริกันเพื่อขอให้ส่งกองทัพสหรัฐไปช่วยทำสงครามกับกองทัพนาซีที่กำลังจะยึดยุโรปได้ทั้งหมดแล้ว
นี่เป็นหลักคิด หลักการทำงาน ของกองทัพในหลายประเทศนะครับ เมื่อปรากฏวีรบุรุษ วีรสตรีจากสงคราม ที่ทำการรบยอดเยี่ยมและบาดเจ็บ ผู้บังคับบัญชาต้องนำตัวออกมาจากสนามรบ เพื่อยกย่อง เชิดชู มอบบำเหน็จเหรียญตราต่อหน้าสาธารณชน ทำหน้าที่ปลุกเร้าให้ประชาชนในแนวหลังลุกขึ้นสู้ มิใช่ปล่อยให้ทำการรบต่อไปจนต้องตายคาสนามรบ นักรบที่เก่งกล้า มีผลงาน ต้องกลับมาทำหน้าที่ผลิตทหารนับร้อย นับพัน ป้อนกองทัพต่อไป
ทุกสถานที่ที่ผู้กองลุดมิลาเดินทางไปปรากฏตัวในอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ เพื่อเล่าเรื่องสถานการณ์สงครามในโซเวียตที่ถูกเยอรมันรุกราน เธอจะแต่งเครื่องแบบทหารโซเวียต เธอสง่างาม มั่นใจ ภูมิใจในวีรกรรมเพื่อแผ่นดินเกิดของเธอ
เธอได้รับเงินบริจาคจากชาวแคนาดาที่แสนจะประทับใจในผลงานสไนเปอร์ เพื่อให้ไปซื้อเครื่อง X-Ray ให้โรงพยาบาลในโซเวียต 3 เครื่อง
กองทัพไม่ยินยอมให้เธอกลับไปสู้รบ มอบให้เธอทำหน้าที่เป็นครูสอน ฝึกพลซุ่มยิง ป้อนกองทัพสู้ศึก
เมื่อสงครามยุติลง โดยเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ รัฐบาลโซเวียต ไม่ลืมผู้กล้าหาญปกป้องแผ่นดิน จึงนำภาพของเธอไปผลิตเป็นแสตมป์ถึง 2 รอบ เพื่อให้ชนรุ่นหลังทั่วแผ่นดินระลึกถึงเธอ

ขอย้อนไปถึงอาวุธที่สไนเปอร์สาวผู้นี้และสไนเปอร์ของกองทัพแดงใช้งาน มันคือ ปืนกึ่งอัตโนมัติ โตกาเรฟ (Tokarev SVT-40) ติดกล้องขนาด 3.5x ปืนชนิดนี้ถือว่าเป็นปืนคู่บ้านคู่เมืองของพลซุ่มยิงในกองทัพโซเวียต น้ำหนักปืน 3.85 กก. ลำกล้องยาว 24.6 นิ้ว ใช้กระสุนขนาด 7.62×54 มม. ระยะยิงไกลสุด 1,100 เมตร ระยะยิงหวังผล 500 เมตร นับว่าดีที่สุดที่หาได้ในเวลานั้น
คนเก่ง ปืนดี กระสุนดี มีผู้บังคับบัญชาที่ดี รบจนสุดใจขาดดิ้น

ช่วงท้ายของชีวิตอันน่าภูมิใจ เธอได้รับฉายา ทหารหญิงที่อันตรายที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ Lady Death ได้ยศสูงสุด พันตรี ทำหน้าที่นายทหารประวัติศาสตร์ในกองทัพเรือโซเวียต
10 ตุลาคม พ.ศ.2517 วันที่เธอล้มป่วยหนัก..เธอยังขอแต่งเครื่องแบบนายทหารและหมดลมหายใจอย่างสงบในวัย 58 ปี
ชีวิตของพันตรีหญิง ลุดมิลา พาฟลิเชนโกยิ่งใหญ่ น่าภาคภูมิใจ..มีเลือดเนื้อ จิตวิญญาณของทหารที่มาจาก “ข้างใน”
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

