หน้าแรก เด่นวันนี้ เลี้ยงหมู&#82...

เลี้ยงหมู…ต้องรู้และเข้าใจ ASF

2.03.19 | 13:35 น.

ถึงวันนี้เราคงทราบกันดีแล้วว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ไม่ติดต่อสู่คน และไม่มีอันตรายใดๆ ต่อมนุษย์ แต่มันเป็นความสุ่มเสี่ยงของเกษตรกรคนเลี้ยงหมู หากเกิดขึ้นกับหมูไม่ว่าจะที่ไหนในโลก ก็คือหายนะของผู้เลี้ยง ซึ่งส่งผลถึงเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ แน่นอนว่าเกษตรกรต้องหยุดเลี้ยง เลิกอาชีพไปไม่ต่ำกว่า 6 เดือน… เป็นปี…หรืออาจตลอดชีวิต… แล้วจะทำมาหากินอะไรต่อไป??

อาชีพใครใครก็รัก ยิ่งถ้ารู้ว่ามีมหันตภัยกำลังกล้ำกรายใกล้เข้ามา ยิ่งต้องปกป้องงานของเราสุดชีวิต ไม่ต่างกับโรค ASF ที่กำลังคุกคามคนเลี้ยงหมูในประเทศจีน และลุกลามเข้าไปถึงในเวียดนามแล้ว เมื่อมันยิ่งใกล้เกษตรกรไทยจะป้องกันภัยร้ายนี้อย่างไร?

สถานการณ์การระบาดของ ASF ในจีนยังไม่สงบ เพราะเชื้อไวรัสอันตรายนี้ติดทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นับเดือนนับปี ทั้งยังติดต่อได้ในทุกผลิตภัณฑ์ของหมู ล่าสุด กระทรวงเกษตรจีน แถลงเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ว่าพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดในฟาร์ม 2 แห่งในเขตหยินไห่ เมืองเป๋ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ทั้ง 2 ฟาร์มมีหมูอยู่ 23,555 ตัว จนถึงช่วงบ่ายวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ก็พบว่ามีหมูติดเชื้อกว่า 1,629 ตัว และตายแล้ว 924 ตัว ซึ่งก็ต้องกำจัดหมูทั้งหมดเพื่อควบคุมสถานการณ์

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ปศุสัตว์เวียดนามก็ยอมรับว่าฟาร์มเลี้ยงสุกรในกรุงฮานอย 3 แห่ง มีหมูติดเชื้อ ASF เกิดขึ้น นับเป็นการคืบคลานเข้ามาใกล้ชายแดนไทยของเรามากขึ้นมีเพียงกัมพูชาและลาวเท่านั้นที่เป็นกำแพงให้ไทยอยู่

อย่างไรก็ตาม โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ เพราะมีการค้นพบโรคนี้ครั้งแรกในทวีปแอฟริกาในปี ค.ศ.1907 นับเป็นเวลากว่า 100 ปีมาแล้ว ครั้งนั้นมีการระบาดทั่วในแอฟริกา สเปน โปรตุเกส อิตาลี บลาซิล และเฮติ ซึ่งในที่สุดก็สามารถหยุดยั้งการระบาดและกำจัดโรคออกไปได้ เหลือแค่เกาะซาร์ดิเนียในอิตาลี และเพิ่งมาพบว่าเกิดระบาดขึ้นอีกครั้งในยุโรป ในปี ค.ศ.2007 ก่อนที่จะระบาดเข้าในเอเชียที่ประเทศจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 นี่เอง นั่นหมายความว่า เราสามารถหยุดยั้งการระบาดได้ แต่ต้องอาศัย “ความรู้-ความเข้าใจ” ในการป้องกันและหยุดการแพร่กระจายของโรค

Advertisement

เอาล่ะ… ลองมาถอดบทเรียนจากสาเหตุการเกิด ASF ของจีนและเวียดนาม จะพบว่ามีความแตกต่างกันจากการคาดคะเน โดยจีนน่าจะติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวที่ทิ้งเศษอาหารปนเปื้อนแล้วหมูป่าเข้ามากินเศษอาหารนั้น รวมถึงการที่เกษตรกรจีนเก็บเศษอาหารไปเลี้ยงหมูหลังบ้าน ส่วนในเวียดนามเกิดขึ้นหลังจากจีนตอนใต้ขาดแคลนหมู จึงมีการนำเข้าหมูจากเวียดนาม เมื่อรถขนส่งหมูที่ขับไปจีน กลับเข้ามาเวียดนามก็ได้นำเชื้อโรค ASF ติดรถมาด้วย
จึงอาจกล่าวได้ว่ามีจุดเสี่ยงสำคัญ 3 จุดที่จะทำไห้เชื้อสามารถเล็ดลอดเข้ามายังบ้านเราได้ ซึ่งได้แก่ 1.) รถขนส่งหมูและอุปกรณ์ 2.) นักท่องเที่ยว ทั้งในแง่ของเสื้อผ้าและการนำผลิตภัณฑ์อาหารติดตัวเข้ามา และ 3.) การเลี้ยงหมูด้วยเศษอาหาร ดังนั้น ภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์จึงต้องควบคุมจุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นด่านชายแดนที่มีการส่งออกหมู หรือด่านตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินต่างๆ และที่สำคัญต้องตรวจสอบและกวดขันเกษตรกร ห้ามใช้ “เศษอาหาร” เลี้ยงหมูโดยเด็ดขาด แม้ปัจจุบันไทยเราจะมีการเลี้ยงหมูหลังบ้านค่อนข้างน้อยแล้วก็ตาม

ทุกวันนี้เชื้อโรค ASF ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประเด็นสำคัญคือเราต้อง “ป้องกัน” ให้ได้ และหลักการสำคัญของการป้องกันโรคนี้ก็คือ “ความเข้มงวด” ในการบริหารจัดการของทุกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมปศุสัตว์ ที่ต้องเป็นโต้โผดำเนินการป้องกันอย่างเข้มแข็ง รวมถึง ภาคเอกชน และ เกษตรกร ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องอาชีพเลี้ยงหมูอย่างจริงจัง เพราะทุกฝ่ายรู้ดีว่าเชื้อร้ายนี้ทำลายอุตสาหกรรรมหมูและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของประเทศให้ล่มสลายได้ เนื่องจากมันไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีนป้องกัน

ทั้งนี้ไทยเรายังวางแนวทางการรับมือได้อย่างดี เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่อง ASF ให้เป็น วาระแห่งชาติ เพื่อขออนุมัติงบประมาณ บูรณาการป้องกันโรค หรือชดเชยเยียวยาให้เกษตรกรหากพบเคสในไทยเพื่อจำกัดบริเวณไม่ให้เกิดการแพร่กระจาย

สำหรับการจัดการรถบรรทุกขนส่งสุกรที่กลับมาจากชายแดน จะต้องชำระล้างใต้ท้องรถบรรทุกสุกรด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะพ่นทั้งที่ตัวรถบรรทุก อุปกรณ์ต่างๆ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลา 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ตรงนี้ก็ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของภาคเอกชน ที่แบ่งหน้าที่กันสร้าง Truck Station หรือจุดฆ่าเชื้อรถขนสุกร พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ ครอบคลุมทุกจุดผ่านแดน อาทิ ซีพีเอฟ รับผิดชอบสร้าง Truck Station ที่ด่าน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และ ด่าน จ.มุกดาหาร เบทาโกร รับผิดชอบสร้างที่ด่าน จ.นครพนม และไทยฟู้ดส์ รับผิดชอบสร้างที่ ด่านปอยเปต จ.สระแก้ว ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสร้างที่ด่านกักกันสัตว์ จ.หนองคาย

ส่วนในเรื่องของการตรวจตรานักท่องเที่ยวกรมปศุสัตว์ได้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ และเห็นผลงานในการตรวจพบการปนเปื้อนผลิตภัณฑ์อาหารที่นักท่องเที่ยวนำมาจากจีนแล้ว ตรงนี้จึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงแต่ก็จะหละหลวมไม่ได้ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบก่อนเดินทางมาประเทศไทย

ประเด็นที่น่ากลัวที่สุดของบ้านเราก็คือ ความไม่เข้าใจของเกษตรกร หากพบเคสจริงๆ ก็ขอเพียงอย่าเทขายหมูแบบที่จีนและเวียดนามทำอยู่ เพราะจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อทำให้ไม่สามารถควบคุมโรคได้ แต่ต้องแจ้งภาครัฐทันทีเพื่อขีดเส้นตีวงให้โรคถูกจำกัดเพียงพื้นที่เดียว อย่าลืมว่า…เกษตรกรเพียงคนเดียวที่ไม่ร่วมมือ ….พบเหตุแล้วทำเฉยเมยไม่แจ้ง

… หายนะจะเกิดขึ้นกับอาชีพคนเลี้ยงหมูทั้งระบบของประเทศแน่นอน ดังนั้น หากท่านใดพบหมูมีไข้-ถ่ายเป็นเลือด-มีจุดเลือดออก ครบ 3 ข้อสังเกตนี้ก็ให้รีบส่งตรวจโดยส่งตัวอย่างเลือด ไม่ผ่าซาก ส่งไปยังห้องปฏิบัติการที่ใกล้ที่สุด ซึ่งจะทราบผลภายใน 1 วัน และห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เด็ดขาด คุณจะถือเป็นฮีโร่ที่ช่วยชีวิตคนเลี้ยงหมูไทยทั้งประเทศเลยครับ

ฝากทิ้งท้าย หากยังรักอาชีพเลี้ยงหมู ก็ต้องรู้และเข้าใจ ASF ให้มาก ในงานประชุมวิชาการทางสัตวแพทย์ “CUVC 2019 transformation” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 เมษายน 2562 ณ อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ก็มีหัวข้อ ASF นี้เป็นไฮไลต์ด้วย ขอเชิญท่านที่สนใจตามไปรับฟังกันต่อได้ครับ

ศาสตราจารย์ นสพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช
คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย