ปรากฏการณ์การลงคะแนนเลือกตั้ง “ล่วงหน้า” ในต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีของมาเลเซียสะท้อนนัยยะอะไรในทางการเมือง
คำตอบที่ตรงเป้าที่สุด คือ ความตื่นตัว
นี่เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างแน่นอนที่มี “พลเมือง” มากกว่า 3,000 คน แสดงความเร่าร้อนเป็นอย่างสูงในการลงคะแนนเลือกตั้ง
ถึงกับต้อง “ขยาย” เวลาให้
หากดูจากสภาพทุลักทุเลอันเกิดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ภายในความตื่นตัวของ “พลเมือง” ก็สะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์ที่ “ต่ำ”
ไม่ว่าจะจาก “กกต.” ไม่ว่าจะจาก “สถานทูต”
อาจเพราะเคยชินกับการทำงานในแบบเช้าชาม เย็นชาม อาจเพราะอยู่ในบรรยากาศของ “รัฐราชการ” อันมีลักษณะ “รวมศูนย์” ซึ่งขึ้นสู่กระแสสูงในยุค คสช.
ทำให้เกิดการประเมินที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ถามว่าความตื่นตัวอันสัมผัสได้จากการเลือกตั้งล่วงหน้าในต่างประเทศจะเป็นเงาสะท้อนความตื่นตัวภายในประเทศได้หรือไม่
อาจเป็นกรณี 1 ซึ่งไม่ควรมองข้าม
ความเป็นจริงที่สัมผัสได้ภายในประเทศไม่เพียงแต่จะเห็นได้จากจำนวน
ผู้สมัครรับเลือกตั้งสูงที่สุดนับแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 เป็นต้นมา
หากยังอยู่ที่ “ปริมาณ” การเข้าร่วมหน้าเวที “ปราศรัย”
ไม่ว่าของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าของพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าของพรรคเพื่อชาติ หรือแม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐ
เป็น “หลักหมื่น” มิใช่ “หลักพัน”
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ส่วนหนึ่ง อาจเพราะการบริหารจัดการภายในของแต่ละพรรคที่ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่ง เพราะความตื่นตัวของ “ชาวบ้าน”
รูปธรรมที่น่าสนใจมากกว่า คือ กรณีของพรรคอนาคตใหม่
พรรคอนาคตใหม่ถือได้ว่าเป็นพรรคที่เกิดขึ้นภายใต้ยุคแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีระยะเวลาในการจดแจ้งและเป็นพรรคการเมืองยังไม่ถึง 1 ปี
เป็นพรรคที่ไม่มี “อดีต ส.ส.” เป็นพรรคที่ไม่มีระบบ “หัวคะแนน”
พรรคอนาคตใหม่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา
หรือแม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย
ปริมาณคนเข้าร่วมฟังการปราศรัยของพรรคอนาคตใหม่จึงเริ่มจาก “เรือนร้อย” และค่อยๆ ทะยานไปยัง “หลักพัน” และเริ่มมีจำนวนหลายพัน กระทั่งอาจแตะไปยัง “หลักหมื่น”
มวลชนของพรรคอนาคตใหม่จึงสะท้อนความแตกต่าง
แตกต่างไปจากมวลชนของพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ
พรรคอนาคตใหม่กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของเวทีปราศรัย
สัญญาณจากการเลือกตั้งในต่างประเทศ สัญญาณอันสัมผัสได้จากการเข้าร่วมของมวลชนบริเวณหน้าเวทีปราศรัยในช่วงโค้งสุดท้ายทางการเมือง
มีบทบาทและทรงความหมาย
เป็นความหมายซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นบทเรียนให้กับ กกต.ในการรับมือกับการเลือกตั้ง หากที่สำคัญเป็นอย่างมากคือความหมายอันยืนยันความต้องการเลือกตั้งของประชาชน
ตรงนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม

