หน้าแรก เด่นวันนี้ แนวโน้ม การเม...

แนวโน้ม การเมือง : เลือกตั้ง เชิง ยุทธศาสตร์ : ชี้ขาด ‘อนาคต’ ไทย

23.03.19 | 11:25 น.

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร พรรคเพื่อไทยยังรักษาสถานะอันดับ 1 ไว้ได้หรือไม่ พรรคอนาคตใหม่ทะยานผ่านพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐไปได้หรือไม่

แต่หลังวันที่ 24 มีนาคม ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม

การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม เป็นปรากฏการณ์สำคัญอันก่อให้เกิด “จุดตัด” และ “เส้นแบ่ง” ในทางการเมืองอันแหลมคมยิ่งในทางประวัติศาสตร์

อาจเป็นเพราะมีพรรคการเมืองอย่าง “พลังประชารัฐ”

อาจเป็นเพราะมีพรรคการเมืองอย่าง พรรคอนาคตใหม่ พรรคสามัญชน พรรคเกียน มาเป็นคู่เปรียบเทียบ

Advertisement

อาจเป็นเพราะเป็นการเลือกตั้งภายใต้ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560”

อันเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งคนของพรรคพลังประชารัฐสรุปอย่างรวบรัดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”

เพียงแต่แรงสะเทือนจาก “รัฐธรรมนูญ” จะเป็นไปตามที่มี “ออกแบบ” หรือไม่ น่าพิจารณา

การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งอดีต ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนมกราคม 2544 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554

เพราะการออกแบบ “รัฐธรรมนูญ” ต้องการล้มล้างผลพวงใน “อดีต”

ไม่ว่าอดีตจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เปิดช่องทางให้กับพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าอดีตจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ยังเปิดช่องทางให้กับพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย

หากไม่ศึกษารากฐานการเกิดของ “รัฐธรรมนูญ” ก็จะไม่เข้าใจ

ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องก่อรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นมาจาก 2 ความหวาดกลัว

ความหวาดกลัว 1 คือ ความหวาดกลัวต่อความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ความหวาดกลัว 1 คือ ความหวาดกลัวจากการเสียของ

จึงเกิดรัฐประหาร 2557 จึงเกิดรัฐธรรมนูญ 2560

ผลของการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

หากพรรคเพื่อไทยยังได้รับเลือกเป็นอันดับ 1

คำประกาศจากพรรคพลังประชารัฐที่ว่า หากพรรคใดสามารถรวบรวม ส.ส.ได้เป็นจำนวนมากก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้ แม้จะไม่ได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 1 ก็ตาม

นี่แหละคือ “ปม” อันจะก่อให้เกิด “ปัญหา”

ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นปัจจัยทำให้ประชาชนได้สัมผัสกับความเป็นจริงของแต่ละพรรคการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไม่ว่าจะมาจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์

เหมือนกับว่าเมื่อพรรคพลังประชารัฐประกาศแนวทางเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจะสามารถดูดดึงพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาได้

เป็นเช่นนั้นจริงหรือ

กล่าวสำหรับประชาชนกว่า 50 ล้านคนที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง เกือบร้อยละ 80 รู้แล้วว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด และมีเจตจำนงอย่างไรในทางการเมือง

เพียงแต่เจตจำนงของประชาชนจะพัฒนาเป็น “เจตจำนงร่วม” หรือไม่

ผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมจึงทรงความหมายและจะแสดงบทบาทเป็นอย่างสูงต่อการเมืองใหม่ในสังคมประเทศไทย

จะก้าวไปข้างหน้า หรือจะถอยกลับไปข้างหลัง