ชีวิตมนุษย์หรือคนตั้งแต่ครั้งบรรพกาลนอกจากความต้องการพื้นฐานของปัจจัยสี่คืออาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยาที่รักษาความเจ็บป่วยแล้ว ความต้องการที่พึ่งทางใจที่รู้สึกปลอดภัยและมีความหวังพลังของชีวิตนอกจากสิ่งดังกล่าวแล้ว สิ่งที่เป็นนามธรรมทั้งความเชื่อเรื่องธรรมชาติดิน น้ำ ลม ไฟ ผี รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่คนเคารพเชื่อถือ สิ่งหนึ่งที่ถูกยอมรับนับถือและนำหลักการ ความเชื่อ ศรัทธามาปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั่นก็คือศาสนา
ในอดีตที่ผ่านมามีชื่อของศาสนาต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในโลกมากมาย บางศาสนาได้ล้มหายตายจากไปแล้วหรือไม่มีคนนับถือ ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อศรัทธาต่อหลักการหลักปฏิบัติของผู้คนสมัยใหม่ที่มีศาสนาใหม่ๆ เกิดขึ้นมาในโลกนี้ไม่นานนัก บางศาสนาได้ก่อเกิดขึ้นในระยะเวลาหลายพันปีที่แล้วและส่งผ่านถึงยุคปัจจุบันอาทิ ฮินดู-พราหมณ์ คริสต์ อิสลาม ซิกข์ รวมถึงพุทธศาสนา ยังคงเป็นสถาบันที่ท้าทายทั้งระบบความคิด ความเชื่อ ความรู้ ทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีรวมถึงการเมืองสมัยใหม่
ศาสนาพุทธได้ก่อกำเนิดที่ประเทศอินเดีย เนปาล โดยมีเจ้าชายสิทธัตถะที่เป็นมกุฎราชกุมารได้แสวงหาความจริง สัจธรรมออกบวชจนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือนหก หรือที่เราท่านเรียกว่าวันวิสาขบูชา ในรอบหนึ่งปีเหล่าชาวพุทธทั่วโลกก็จะระลึกถึงวันสำคัญ อาทิ วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา และยังมีวันสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาซึ่งชาวพุทธทั้งหลายได้ปฏิบัติกิจกรรมสำคัญทั้งในวันดังกล่าวและพิธีกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญหนึ่งของชาวพุทธทั่วโลกที่เชื่อว่าวันดังกล่าวตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ที่ตรงกับการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มาบรรจบตรงในวันเดียวกัน เหล่าชาวพุทธทั่วโลกต่างระลึกและน้อมนำคำสอนพร้อมทั้งแนวทางการปฏิบัติเพื่อใช้ในชีวิตให้มีความสุข ในการนี้องค์การสหประชาชาติ ที่ประชุมสมัชชาสมัยสามัญครั้งที่ 54 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2542 ได้มีการกำหนดวันวิสาขบูชา (Vesak Day) ดังกล่าวให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก
วิสาขะ เป็นภาษาบาลีหมายถึง เดือน 6 สำหรับภาษาสันสกฤตเรียกว่า ไวศาขะ วิสาขบูชามีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิสาขปุรณมีบูชา หมายถึงการบูชาพระในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ บางประเทศเรียกวันดังกล่าวว่า “พุทธชยันตี” ประเทศที่นับถือพุทธศาสนาทั้งเถรวาท มหายาน อาทิ อินเดีย เนปาล พม่า ลาว เขมร บังกลาเทศ ปากีสถาน อินโดนีเซีย ภูฏาน ไทยและรวมถึงประเทศแถบตะวันตกได้จัดกิจกรรมสำคัญ อาทิ การสวดมนต์ไหว้พระ การนั่งสมาธิ การฟังธรรมอภิปรายหลักธรรม เวียนเทียน บำเพ็ญตนให้มีจิตสาธารณะต่อส่วนรวม แสดงนิทรรศการรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เจ้าชายสิทธัตถะได้ประสูติใต้ต้นไม้สาลพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล การตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา และวันที่เสด็จดับขันธปรินิพพานใต้ร่มไม้สาลพฤกษ์ ในพระราชอุทยานของกษัตริย์มัลละแห่งเมืองกุสินารา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้มาตรงกันในวันเพ็ญเดือน 6 นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งสำหรับชาวพุทธทุกคนที่มีความเชื่อและศรัทธา โดยเฉพาะการนำหลักการ หลักธรรม อาทิ ไตรลักษณ์ อริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค รวมถึงหลักปฏิจจสมุปบาท ความกตัญญูกตเวทีและความมีสติปัญญาไม่ประมาทในชีวิตมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน…
สังคมไทยเราได้พบว่าได้มีการจัดพิธีวิสาขบูชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อโยธยาศรีรามเทพนครมาจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน เมืองไทยเราได้รับการจัดลำดับถึงประชากรที่นับถือพุทธศาสนามากที่สุด รองลงมาก็คือประเทศกัมพูชา เมียนมา ภูฏาน ศรีลังกา ทิเบต ลาว เวียดนาม ญี่ปุ่น มาเก๊าที่เป็นเขตบริหารพิเศษของประเทศจีน และไต้หวัน ข้อเท็จจริงหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั้งโลกแล้ว ผู้คนที่นับถือศาสนาพุทธมีจำนวนมิได้มากนักหากเทียบกับประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลก เราท่านในฐานะที่เกิดมามีชีวิตอยู่ ได้รับการศึกษา มีหน้าที่การงานและวันหนึ่งอาจจะต้องหมดลมหายใจลงไปในผืนแผ่นดินไทยอาจจักมองว่า ผู้คนไทยมีจำนวนที่นับถือศาสนาพุทธในจำนวนที่มากกว่าศาสนาอื่น อาจจะมีคำถามต่อไปในอนาคตที่ว่า จำนวนประชากรที่นับถือศาสนาพุทธจะลดหรือเพิ่มทั้งตัวเลขและคุณภาพการเชื่อ ศรัทธาต่อพระรัตนตรัยอย่างมั่นคงต่อไปหรือไม่…
ตัวเลขจำนวนประชากรที่นับถือศาสนาต่างๆ ทั่วโลกที่มีการสำรวจจากสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ในปี 2050 (พ.ศ.2593) จะมีประชากรทั่วโลกประมาณ 9.3 พันล้านคน ในจำนวนนี้จะมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามและคริสต์ศาสนาประมาณ 2.8, 2.9 พันล้านคน และเมื่อเก้าปีที่ผ่านมาแล้ว (2010) พบว่ามีผู้นับถือศาสนาคริสต์เป็นอันดับหนึ่งของโลกที่ 2.2 พันล้านคน รองลงมาคืออิสลามในตัวเลข 1.6 พันล้านคน ศาสนาฮินดู-พราหมณ์ 1.4 พันล้านคน พบว่ามีผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดเลยประมาณ 1.2 พันล้านคน รวมถึงชาวพุทธทั่วโลกในตัวเลข 376 ล้านคน นอกจากนั้นก็มีผู้ที่นับถือศาสนาผี 300 ล้านคน โยรูบา 100 ล้านคน ซิกข์ 23 ล้านคน จูเช (นับถือคิมอิลซุง) 19 ล้านคน ยิว 14 ล้านคน บาไฮ 7 ล้านคน เชน 4.2 ล้านคน ชินโต 4 ล้านคน เพแกนใหม่ 1 ล้านคน และเอกนิยม 8 แสนคน….(bangkokbiznews.com)
ผู้เขียนเข้าใจว่าท่านผู้อ่านหลายท่านได้ไปเมืองประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งการศึกษา หน้าที่การงาน หรือท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากบรรยากาศของสนามบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับเมืองไทยเราจะมีบริเวณเป็นการเฉพาะในการต้อนรับหรือรอระหว่างการขึ้นเครื่องบิน หากไปในต่างประเทศเราท่านมักจะไม่ค่อยพบเห็นพระภิกษุหรือพระสงฆ์ในพุทธศาสนามากนัก บางประเทศการพูดคุยหรือสนทนาในเชิงศาสนาก็อาจจะไม่ได้รับความสะดวกมากนัก มิอาจจักถูกปฏิเสธถึงความแตกต่างของการนับถือศาสนา ในหลักการรวมของศาสนาทุกๆ ชีวิตล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น ประเด็นของศาสนาอาจจะถูกมองทั้งในบริบทของเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศในยุคปัจจุบัน
ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสได้ไปประชุมวิชาการในประเทศหนึ่งที่ประชากรส่วนใหญ่มิได้นับถือศาสนาพุทธ การนำเศียรพระพุทธรูปไปประดับเสมือนเฟอร์นิเจอร์ การมีดวงตราสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นชาวพุทธประทับไว้ที่รองเท้ารับรองในโรงแรม มีคำภีร์ตำราของศาสนาในประเทศนั้นตั้งอยู่ในห้องโรงแรมที่พัก รูปพระพุทธเจ้าที่เป็นโลโก้ของสถานที่อโคจรยังคงมีอยู่ในบางประเทศ มิอาจจะรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางคนที่ทำท่าทางการถ่ายรูปต่อโบราณสถานโดยเฉพาะเมืองแห่งความเป็นมรดกโลก ยังคงมีอยู่ในข้อเท็จจริงที่มิอาจจะปฏิเสธได้…
การจัดงานวันวิสาขบูชาในเมืองไทยเรา ในหลายๆ ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่พอควร บางสมัยมีผู้แทนของรัฐบาลไปเป็นผู้นำในการเปิดงานประชุมสัมมนาวิชาการ มีชาวพุทธทั้งพระสงฆ์ นักบวช ฆราวาสจากต่างชาติหลายชาติเข้าประชุมแลกเปลี่ยนหลักการ คำสอน วิถีแห่งการปฏิบัติ มีคำถามที่หลากหลายทั้งจากการประชุมวิชาการและหลังจากงานเสร็จสิ้นที่ว่า บทบาทของศาสนาพุทธยุคปัจจุบันจะช่วยแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ใช้หลักธรรมะเข้าบริหารชาติบ้านเมืองเป็นธรรมาธิปไตยได้หรือไม่ หรือว่าปัญหาอาชญากรรมทั้งที่เกิดรายวันและเกิดกับนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ พระเถระระดับสูงที่มีคดีเกี่ยวกับเงินทอนวัด ที่มีการทุจริต คอร์รัปชั่น กระทำความผิดทั้งศีลธรรมและกฎหมายของบ้านเมือง หลักการของศาสนาจะมีส่วนช่วยแก้ไขในปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่
หากใครคนหนึ่งที่เป็นชาวพุทธได้มีโอกาสได้ไปกราบไหว้สถานที่สำคัญที่เรียกว่าสังเวชนียสถานในประเทศอินเดียและเนปาล ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เราท่านสามารถสัมผัสพบเห็นได้ในสถานที่เมืองดังกล่าวก็คือ ซากปรักหักพังหรือการบูรณะซ่อมแซมของรัฐบาลที่เล็งเห็นถึงความสำคัญทั้งการท่องเที่ยวที่เป็นชาวพุทธทั่วโลก ไปน้อมระลึกนึกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการก่อเกิดศาสนาพุทธ สิ่งหนึ่งที่ได้พบเห็นก็คือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในเมืองดังกล่าวส่วนหนึ่งยังมีความยากจน บางสถานที่มิได้รับความสะดวกในชีวิตประจำวันทั้งสุขา ห้องน้ำ ห้องอาหาร ร้านสะดวกซื้อหรือความปลอดภัยของชีวิตที่พึงจะมีอาจจะแตกต่างจากเมืองไทยเรา
ในราว พ.ศ.1300 พระถังซำจั๋ง (Hiuen-Tsang) ได้จาริกจากประเทศจีนไปถึงเมืองกุสินาราได้เขียนไว้ในจดหมายเหตุของท่านที่ว่า เมืองกุสินารายังคงมีซากหักพัง ป้อมปราการหอสูง ภายในเขตกำแพงเมืองยังพอมีคนอาศัยอยู่บ้างแต่มีน้อย พบเห็นบ่อน้ำโบราณ ซากสถูปบ้านของนายจุนทะและได้พบเห็นถึงป่าไม้ที่ร่มรื่นในสถานที่ปรินิพพาน รวมถึงสถานที่ที่เรียกว่า มกุฎพันธนเจดีย์ ที่เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงหรือเผาร่างของพระพุทธเจ้า…
สัจธรรมความจริงหนึ่งของชาวพุทธที่ได้พบเห็นเชิงประจักษ์หนึ่งในสถานที่ดังกล่าวก็คือ บางช่วงเวลาอากาศร้อนมาก หนาวมาก ฝนตก ถนนหนทางบางสถานที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติดั้งเดิม การมีชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระสาวกเมื่อสองพันปีเศษมาแล้วมิได้มีความเป็นธรรมดา การที่พระบรมศาสดาต้องวางระบบการบริหารจัดการองค์กรศาสนา การที่ต้องปรับทัศนคติผู้ที่มีความเชื่อ ความเห็นที่แตกต่างทั้งจากประชาชนธรรมดา เศรษฐีรวมถึงเจ้าผู้ปกครองรัฐ รวมถึงการวางหลักการพระธรรมวินัย กฎระเบียบปฏิบัติไว้ให้กับพุทธบริษัทได้ปฏิบัติหลังจากที่พระบรมศาสดาได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว…
วิถีชีวิตของคนไทยเราทั้งประเทศต่างพบเห็นถึงวัดวาอารามทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด ได้พบเห็นและมีกิจกรรมของศาสนาในรายวันทั้งงานศพ การแต่งงาน ทำบุญในวาระต่างๆ มิอาจจักรวมถึงวันสำคัญในศาสนา อาทิ วันวิสาขบูชา ที่ต้องมีกิจกรรมกับวัด พระภิกษุและพระสงฆ์ ภัยของศาสนาพุทธมีมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลทั้งปัญหาของบ้านเมือง ศึกสงคราม การแย่งชิงถึงจำนวนศาสนิก และภัยสำคัญยิ่งก็คือสนิมที่เกิดจากเนื้อในตนหมายถึง ความเชื่อศรัทธาจักยั่งยืนในอนาคตหรือไม่ก็ดูถึงศีลาจารวัตรของพระภิกษุ พระสงฆ์ และศรัทธาของประชาชนที่มีต่อวัดและพระศาสนา
ครั้งหนึ่งในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ได้ตรัสกับฟอลคอล ราชทูตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ได้ชักชวนให้พระองค์ได้เข้ารีตหรือเปลี่ยนศาสนา ถึงกับมีพระราชประสงค์ที่ว่า “พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะให้เราเข้ารีตนั้นหรือ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะในราชวงศ์ของเราก็ได้นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้เป็นการยากอยู่ และถ้าพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสร้างดินจะต้องการให้คนทั่วโลกได้นับถือศาสนาอันเดียวกันแล้ว พระเจ้ามิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ…”
ด้วยพระสติปัญญากุศโลบายที่ชาญฉลาดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงรักษาสถานภาพของศาสนาส่งผ่านมาถึงยุคเราท่านทั้งหลายในยุคนี้ พระราชามหากษัตริย์ไทยทุกๆ พระองค์ต่างได้ทำนุบำรุงพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 10 ปัจจุบัน วันสำคัญยิ่งของชาวไทยในเดือนพฤษภาคมนี้ก็คือ วันพระบรมราชาภิเษกและวันวิสาขาบูชา เราท่านทั้งหลายคงจะระลึกนึกถึงพระปัจฉิมโอวาทสุดท้ายที่ว่า “เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเธอทั้งหลายจงกระทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมเถิด ธรรมวินัยที่เราแสดงไว้แล้วจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย…”
เฉลิมพล พลมุข

