ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดคนที่หวังประชาธิปไตยจึงทุ่มเทไปที่พรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคภูมิใจไทย
ทั้งๆ ที่พรรคภูมิใจไทยมีจำนวน ส.ส. 51 เสียง สูสีกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีจำนวน ส.ส. 52 เสียง
แต่ปรากฏว่าเสียงจากฟากฝั่งตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชารัฐจึงตอกย้ำด้วยความหวังว่าพรรคประชาธิปัตย์จะ “ปิดเกม”
อาจเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีกรรมการบริหารชุดเดิม มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค
และมีแนวโน้มว่าจะเข้าขั้วพรรคพลังประชารัฐที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกครั้งมากกว่า
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งมีหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่
ที่สำคัญหัวหน้าคนใหม่คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่มีจุดยืนของตัวเอง
แต่เมื่อนายจุรินทร์สวมหัวโขนหัวหน้าพรรค ทุกอย่างจึงต้องตัดสินในข้อจำกัด
เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่ เคยประกาศต่อสาธารณชนหลายครั้งหลายวาระ
พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนอยู่ตรงข้ามเผด็จการ
ขณะที่ทุกสายตาที่มองต่างเห็นพ้องว่า คสช.ต้องการสืบทอดอำนาจ
แปลงร่างจาก คสช.ไปเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ “ดีไซน์มาเพื่อเรา”
คำถามก็คือ พรรคประชาธิปัตย์จะประกาศตัวไปยืนข้างกับการสืบทอดอำนาจหรือไม่?
ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองฝ่ายที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นพรรคที่ประชาธิปัตย์เคยลั่นวาจาว่าไม่เอาด้วยเหมือนกัน
แม้กระแสรอบๆ ตัวในระยะนี้จะช่วยกันลืมคำพูดนั้นไปซะแล้ว
แต่พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจไปยืนอยู่กับพรรคเพื่อไทยหรือเปล่า?
ข้อจำกัดเช่นนี้จึงมีผู้นำเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านอิสระ เหมือนสมัยหนึ่งที่พรรคพลังธรรมเคยประกาศ
แต่สุดท้ายจะเป็นเช่นไรก็น่าคิด เพราะพลพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช่ว่าจะเห็นพ้องเหมือนกันหมด
ในประชาธิปัตย์มีฝ่ายที่ต้องการให้ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และฝ่ายที่ไม่ต้องการ
เลือกฝั่งนี้ โอกาสที่สมาชิกอีกฟากจะไขก๊อกก็มี
เลือกฝั่งนั้น โอกาสที่สมาชิกที่เห็นต่างจะลาออกก็มีอีก
เรื่องเช่นนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค
หากแต่เป็นปัญหาที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ควรได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เชื่อว่าทางเลือกนั้นมีวางอยู่ตรงหน้า
เหลือแต่เพียงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกอะไรที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
มาถึงจุดนี้หวนนึกถึงคำพูดของนายจุรินทร์ในวันที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค
ขอให้สมาชิกยอมเสียสละ เพื่ออุดมการณ์
แน่นอนพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ย่อมมีอุดมการณ์
เหลือเพียงการยืนยันอุดมการณ์ของพรรคก็น่าจะทะลุข้อจำกัดที่มีอยู่ไปได้
ระยะเวลาอีกไม่กี่วันนี้จึงเป็นวันสำคัญของชาวประชาธิปัตย์
วันที่จะยืนยันในอุดมการณ์ของพรรค
กลับไปพลิกอ่านอุดมการณ์ 10 ข้อของพรรค แล้วเดินหน้าต่อไปเลย
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

