หน้าแรก เด่นวันนี้ นักการเมืองกั...

นักการเมืองกับการถือหุ้นสื่อ : สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

23.05.19 | 12:00 น.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 98 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร…

(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ…และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร…”

(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ…

ขณะนี้มีการกล่าวหานักการเมือง โดยใช้ข้อหานี้กันอย่างเอิกเกริก ผู้ที่ไม่ใช่นักการเมืองก็พลอยถูกกระทบกระเทือน คือแทนที่จะได้รับฟังข่าวบ้านเมืองเรื่องอื่นๆ บ้าง ก็ต้องมารับฟังแต่ข่าวนี้แทบทุกวันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว และไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ นอกจากนักการเมืองแล้วผลกระทบยังไปถึงองค์กรอิสระ (กกต.) อีกด้วย ศาลฎีกาได้วางแนวบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2562 ระหว่างผู้อำนวยการเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ผู้ร้อง นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้คัดค้าน ฝ่ายนักการเมืองที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ ก็จะต่อสู้ในข้อต่อไปนี้เป็นส่วนใหญ่คือ

1.เป็นการจดทะเบียนประกอบธุรกิจไว้กว้างๆ แต่ไม่เคยประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ เลย (ยื่นขอจดทะเบียนตามแบบทั่วไปของทางราชการ)

Advertisement

2.นิติบุคคลที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนไว้ เลิกประกอบธุรกิจไปนานแล้ว ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะมาใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

3.ผู้ถูกกล่าวหาได้ถอนหุ้นหรือโอนหุ้นให้บุคคลอื่นไปแล้วก่อนใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

สำหรับข้อต่อสู้ (1) และ (2) นั้น น่าจะต่อสู้ไม่ได้เพราะมีแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2562 ที่อ้างดังนี้

“เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 98(3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42(3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวแต่ไม่ได้ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์ จึงฟังไม่ขึ้น

แม้ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส แล้วแต่เป็นระยะเวลาหลังจากผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว จึงต้องถือว่าในวันที่ผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้คัดค้านยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลอันมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น

จึงมีคำสั่งให้ถอนชื่อ…ผู้คัดค้านออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 2”

คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่เสนอต่อศาลแล้ว เห็นว่าคดีไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐาน จึงให้งดการไต่สวน การที่ศาลฎีกางดการไต่สวนพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในสำนวนทั้งหมด ก็เป็นเพราะศาลเห็นว่าการตีความตามลายลักษณ์อักษรบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องสืบถึงเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายอีก ซึ่งข้อนี้ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้เขียนไม่เห็นด้วยโดยเป็นความเห็นส่วนตน ตามเหตุผลที่ว่า กฎหมายใดๆ อันมีโทษทางอาญาหรือมีบทบัญญัติเป็นการตัดสิทธิของบุคคล จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องให้โอกาสผู้ที่จะได้รับผลร้ายจากบทบัญญัตินั้นต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด โดยมีโอกาสนำสืบพยานหลักฐาน ให้สิ้นกระแสความ เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักกฎหมายว่าการตีความกฎหมายนั้นต้องอาศัยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ

1.ตามตัวอักษร แต่หากตัวอักษรที่ปรากฏในบทบัญญัติอาจตีความได้เป็นหลายนัย ก็ต้องตีความ

2.ตามเจตนารมณ์ หมายถึงเจตนารมณ์ของผู้ร่างบทบัญญัตินั้นๆ หรือ

3.ตามแนวคำวินิจฉัยที่ศาลได้วินิจฉัยกรณีนั้นไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว หรือตามแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา

ผู้เขียนได้ตรวจดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องมิให้ใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร…(3)เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ…” และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร…(3)เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ…”

บทบัญญัติดังกล่าวนี้หากดูเพียงตัวอักษรก็ค่อนข้างชัดว่า หากมีชื่อเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อก็ขาดคุณสมบัติแล้ว ดังคำวินิจฉัยของศาลฎีกาคดี 1356/2562 ระหว่างนายคมสัน ศรีวนิชย์ ผู้ร้อง ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดอ่างทอง ผู้คัดค้าน ดังนี้

“ผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42(3) ที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงว่า แม้มีวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่บริษัทไม่ได้ประกอบกิจการโรงพิมพ์รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย ฟังไม่ขึ้น ที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศรายชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคประชาชาติชอบแล้ว…”

คดีนี้แม้ตามลายลักษณ์อักษรจะค่อนข้างชัด แต่เมื่อมีผู้ที่เสียหายยื่นคัดค้านในประเด็นที่ว่าแม้จะมีวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ดังกล่าว แต่ก็มิได้ประกอบอาชีพสื่อแต่อย่างใด เพื่อความเป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้กระจ่างโดยการตรวจดูเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายมาตราที่เป็นปัญหานี้ เพราะหากไม่ทำให้กระจ่าง ก็จะมีผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรอิสระ (กกต.) และเสียหายต่อการเลือกตั้งของประเทศในครั้งนี้ ทางแก้ไขคือต้องมีการสอบถามไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ หรือหากผู้ร่างกฎหมายเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติก็ควรออกมาแถลงให้เห็นชัดถึงเจตนารมณ์ของท่าน เพื่อให้สังคมเข้าใจแจ่มชัดในเรื่องนี้ มิฉะนั้นก็จะมีข้อโต้แย้งในเรื่องนี้กันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะนักการเมืองที่เขาได้รับความเสียหายในกรณีนี้ เขาก็มีเหตุผลที่จะออกมาโต้แย้งได้ว่า แม้จะมีวัตถุประสงค์จดทะเบียนไว้ตามบริคณห์สนธิ แต่ถ้าไม่ได้มีการประกอบกิจการนั้นก็ไม่มีความเสียหายใดๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขาในการที่จะใช้อิทธิพลทางสื่อ และหากจะประกอบกิจการสื่อตามที่จดทะเบียนไว้ก็จะต้องดำเนินการ ขออนุญาตจากหน่วยงานเฉพาะตามกฎหมายกำหนดอีกชั้นหนึ่ง ความเสียหายนั้นนับว่าเป็นเรื่องสำคัญ แม้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใด

กรณีนี้ศาลจะลงโทษจำเลยได้เฉพาะเมื่อเกิดความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเท่านั้น หากไม่เกิดความเสียหาย ก็ต้องพิพากษายกฟ้อง เพราะการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิด การตัดสิทธิของนักการเมืองในเรื่องนี้ แม้จะไม่ใช่โทษทางอาญาก็จริงอยู่แต่ก็มีผลกระทบไม่ย่อหย่อนกว่ากัน จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งบทบัญญัติตามลายลักษณ์อักษร ตามเจตนารมณ์ และต้องอย่าลืมคำนึงถึงผลเสียหายอันจะเกิดแก่ประเทศด้วย

 

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช.
อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาลและหลักทั่วไปว่าด้วยการพิจารณาคดี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์