ชีวิตคือละครที่ทุกบททุกตอนต้องแสดงให้สมบทบาท หากแสดงไม่สมบทบาทโอกาสที่จะได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำหรือตุ๊กตาทองอาจหมดไป พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี 5 เดือนนั้น ท่านได้แสดงบทบาทในฐานะผู้นำประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างยอดเยี่ยมและเมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม 2531 ด้วยวาทะว่า “ผมพอแล้ว” จึงได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำคือตำแหน่ง รัฐบุรุษ, องคมนตรี และประธานองคมนตรี โดยลำดับ
การสูญเสีย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตรัฐบุรุษและประธานองคมนตรี จึงเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันล้ำค่าอย่างน่าเสียดายยิ่ง แม้การถึงแก่อสัญกรรมของท่านจะมีอายุเกือบ 100 ปีก็ตาม แต่ทว่าสำหรับบุคคลที่มีคุณสมบัติเฉกเช่นท่าน สังคมไทยมีความปรารถนาอยากจะให้ท่านมีชีวิตเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับนักการเมืองไทยถึง 108 ปีด้วยซ้ำไป
ตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจและกำลังสติปัญญา ด้วยความเสียสละและอุทิศตนต่อชาติบ้านเมืองอย่างจริงจัง บ้านเมืองในยุคสมัยของท่านนอกจากสามารถยุติสงครามเย็นได้แล้ว ท่านยังพัฒนาและยกระดับประเทศจากความล้าหลังสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เงินคงคลังในสมัยท่านจึงมีมากมายเรียกว่า ทะลุเพดาน ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นต้นมา ความโชติช่วงชัชวาล เป็นประกายไฟที่ส่องทั่วทั้งแผ่นดิน จนฝันว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะกลายเป็นเสือตัวที่ห้าในเอเชีย ถัดจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน เพราะความร้อนแรงด้านเศรษฐกิจทั้งจุลภาคและมหภาค เนื่องเพราะเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงและต่อเนื่อง
แต่เมื่อท่านวางมือทางการเมือง เพราะเชื่อมั่นว่าสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม ในที่สุดสิ่งที่ท่านคาดหวังกลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะนักการเมืองที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งที่มีการลงทุนสูง เล่นแร่แปรธาตุสารพัดวิธีในการบริหารบ้านเมือง จนกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534
การเป็นเสือตัวที่ห้าที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ตั้งปณิธานไว้ ก็หมดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย โดยประเทศเกาหลีใต้ได้รับอานิสงส์แทน
จากนั้นประเทศไทยก็เดินถอยหลังโดยลำดับ คุณูปการแห่งความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยากที่จะหาใครมาเทียบเคียง เพื่อนำชาติบ้านเมืองไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ กรุงศรีอยุธยาอาจไม่สิ้นคนดี แต่สังคมการเมืองไทยในปัจจุบันไม่อาจจะหาคนดีแบบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้อีกแล้ว จึงขอให้ดวงวิญญาณอันสะอาดและบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวของท่าน จงไปสู่สุคติสัมปรายภพ อันควรแก่คติวิสัยแห่งบุญญาบารมีที่ท่านได้บำเพ็ญไว้ทุกประการ
1.ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ : มนุษย์ปุถุชนหรือบุคคลที่ยังมีกิเลสและตัณหา ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะสลัดความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นรากเหง้าแห่งความชั่ว หรืออกุศลได้ เพราะความโลภเกิดจากภาวะจิตที่อยากได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ความโกรธ คือภาวะจิตที่ขุ่นมัว ชิงชัง และอาฆาตพยาบาท เมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการ ส่วนความหลง คือภาวะจิตที่หาทางออกไม่พบเพราะถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ อำนาจ และความทะเยอทะยานในลาภ ยศ หากไม่สามารถลดระดับความโลภ ความโกรธ และความหลงได้ โอกาสที่จะทำงานทางการเมืองเพื่อพัฒนาและยกระดับชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองย่อมยากเป็นอย่างยิ่ง
2.แนวทางลดระดับรากเหง้าแห่งอกุศล : บุคคลที่ถูกความโลภ ความโกรธ และความหลง ครอบงำจิตใจ มักมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มองเห็นความชั่วเป็นความดี รูปธรรมที่ชัดเจนคือทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ นำเรื่องส่วนตัวมาพัวพันกับเรื่องส่วนรวม เป็นผู้แทนที่ทรงเกียรติ แต่ไม่รู้จักรักษาเกียรติของตน
แนวทางบรรเทาเบาบางเพื่อลดระดับความโลภ ความโกรธ และความหลง ต้องเริ่มต้นด้วยการมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และเตือนตนของตนอยู่เสมอ เนื่องเพราะมนุษย์ปุถุชนไม่นิยมให้คนอื่นเตือนตน และการเตือนตนนั้นต้องเตือนให้ระมัดระวังกาย วาจา และจิตไม่ให้กระทำผิดกฎระเบียบ ศีลธรรม จริยธรรม และจารีตประเพณีวิถีชีวิตที่ดีงาม
ในทางพระพุทธศาสนาจึงมีหลักคำสอนในเรื่องการฝึกฝนอบรมตนเอง เพื่อพัฒนาและยกระดับพฤติกรรมด้วยหลักการ 3 ประการ คือ 1) ศีล (Morality) คนไม่มีศีลจะหมดความงามในที่ทั้งปวง ศีลจึงเป็นเครื่องประดับกายและวาจาที่ยอดเยี่ยม 2) สมาธิ (Concentration) คนที่ขาดสมาธิจะมีภาวะจิตที่ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งๆ แสวงหาแต่เรื่องที่เป็นอัปมงคลสำหรับชีวิต และ 3) ปัญญา (Wisdom) ปัญญาคือแสงสว่างของชีวิต เหมือนแสงอาทิตย์ขจัดความมืด บุคคลที่มืดมาและมืดไป คือบุคคลที่ขาดปัญญาในการดำรงชีวิต ส่วนบุคคลที่มีปัญญา เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตรัฐบุรุษและประธานองคมนตรี ที่ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 เป็นบุคคลตัวอย่างที่มีปัญญาในการดำรงชีวิต จึงเรียกว่า สว่างมาและสว่างไป ด้วยเหตุนี้ชีวิตจึงมีแต่กำไรไม่ขาดทุน
3.โลกแห่งความเป็นจริง : ชีวิตที่มีคุณค่าคือชีวิตที่ไม่ประมาท ส่วนชีวิตที่ไร้คุณค่าคือชีวิตที่ประมาท เพราะความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน โอกาส และความสำเร็จ
ความเป็นจริงในโลกนี้มี 2 ประเภท คือ 1) ความเป็นจริงโดยสมมุติ (ธรรมสัจจะ) เช่น เป็น ส.ส. ส.ว. เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาตนเองและผู้อื่น ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย บางครั้งเรียกว่า สวมหัวโขน ความเป็นจริงประเภทนี้ไม่มีความจีรังยั่งยืน มีได้มีเสีย ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า โลกธรรม (Worldly Conditions) และ 2) ความจริงโดยธรรมชาติ (สัจธรรม) ความจริงประเภทนี้มีความแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงด้วยกาลเวลา ไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่า ปรมัตถสัจจะ (Ultimate Truth) ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นสัจธรรม หรืออริยสัจธรรม
โลกแห่งความเป็นจริงที่มนุษย์ทุกคนทุกเพศและทุกระดับต้องเผชิญ คือ ปัญหา (ทุกข์) สาเหตุของปัญหา (สมุทัย) สภาพของปัญหา (นิโรธ) และแนวทางคลี่คลายปัญหา (มรรค) หากสามารถประยุกต์ใช้ธรรมสัจจะกับสัจธรรมให้เกิดความกลมกลืนหรือสมดุลได้ การแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองจะลุล่วงและประสบความสำเร็จได้โดยไม่ยาก
4.ผูกมิตรผลิตไมตรีต่อกัน : ในทางพระพุทธศาสนานั้น ศัตรูของคนไม่ใช่คนด้วยกัน แต่ศัตรูของคนคือปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานา การทะเลาะวิวาท การแย่งชิงตำแหน่ง หรือการต่อรองกระทรวง จึงไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรคของชาติบ้านเมือง เพราะปัญหาและอุปสรรคของชาติบ้านเมืองคือความทุกข์ยากของประชาชน ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ล้วนแต่รับเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชนทั้งสิ้น จึงต้องสามัคคีปรองดองต่อกันเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ไหนบอกว่าเสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ ประชาชนเป็นหัวใจสำคัญมิใช่หรือ??
การรวมพลังต่อสู้กับศัตรูของบ้านเมือง คือปัญหาความยากจนของประชาชนต้องมาก่อนผลประโยชน์ของพรรคและพวกพ้อง พรรคไหนมีความถนัดในเรื่องใด และสอดคล้องกับนโยบายในเรื่องอะไร ต้องมอบหมายภารกิจหรือกระทรวงนั้นๆ ให้เขา เพื่อผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน หากเห็นแก่ตัวจนเกินไปจะนำไปสู่การเผชิญหน้ามากกว่าสามัคคีปรองดอง เมื่อไม่มีสามัคคีปรองดองต่อกัน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ล้มเหลวและสิ้นหวัง เพราะเสียเวลากับการทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องที่มีสาระน้อยหรือไร้สาระมากกว่าเรื่องที่เป็นสาระและประโยชน์สุขของประเทศชาติ
การผูกมิตรผลิตไมตรีต่อกัน จึงเป็นใบเบิกทางของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะในทางการเมืองจะไม่มีคำว่า “มิตรแท้และศัตรูถาวร” ก็จริง แต่ทว่าถ้าต้องการมิตรแท้ ซึ่งหมายถึงมิตรที่มีคุณูปการต่อกัน อันประกอบด้วย
4.1 เผื่อแผ่แบ่งปัน หมายถึงไม่ตระหนี่ขี้เหนียวในการร่วมภารกิจระหว่างกัน ไม่หวงแหนกระทรวงเกรดเอมากจนเกินไป
4.2 พูดจาปราศรัยด้วยน้ำใจที่ดี หมายถึงปากกับใจต้องตรงกัน ไม่พูดเพื่อจะเอาหรือเพื่อจะได้ฝ่ายเดียว พูดด้วยความจริงใจ
4.3 ประคับประคองและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หมายถึงต้องร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกันไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบเมื่อเป็นรัฐบาลร่วมกัน
4.4 มีความคงเส้นคงวา หมายถึงการเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ทรยศหรือหักหลัง เพราะผลประโยชน์ขัดแย้งกัน
4.5 ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน หมายถึงการจริงใจในพันธสัญญาที่มีต่อกัน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน
การเมืองมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์คือ ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และไม่มีใครเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง จึงต้องผูกมิตรผลิตไมตรีต่อกัน เพราะวันนี้เป็นรัฐบาลแต่วันข้างหน้าอาจเป็นฝ่ายค้าน หรือวันนี้เป็นฝ่ายค้าน แต่วันข้างหน้าอาจเป็นฝ่ายรัฐบาลถ้าระบบรัฐสภายังมีอยู่ !!
5.รัฐบาลที่ชาติต้องการ : การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยที่มาจากปวงชนชาวไทยที่ชัดเจนมากที่สุดคือ อำนาจนิติบัญญัติ ส่วนอำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการนั้น เป็นอำนาจที่เป็นองค์ประกอบตามข้อบทกฎหมาย การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.จึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกของสภา จึงต้องมีบทบาทและมารยาททางการเมืองที่สามารถอวดโชว์ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจได้ ทำให้นึกถึงปรัชญาทางการเมืองที่ว่า “พรรคเลือกคนประชาชนเลือกพรรค” ทั้งนี้ เนื่องเพราะมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นหลายพรรคที่อาจจะคัดคนไม่ทันจึงเกิดปัญหาในการควบคุมพฤติกรรมของคน ทำให้ภาพลักษณ์สภาเริ่มต้นไม่ค่อยงดงาม
แต่ในอนาคตภายหลังประธานสภาตัวจริงคือท่านชวน หลีกภัย และคณะกำกับการประชุม คงจะเรียบร้อยด้วยดี
การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้จะไม่มีความยุ่งยากแต่ประการใด เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นและตามมาคือ ภายหลังการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะบริหารราชการแผ่นดินให้มีเสถียรภาพได้อย่างไร เพราะพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือพรรคพลังประชารัฐมีจำนวนที่นั่งของ ส.ส.น้อยกว่าพรรคเพื่อไทย การรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมากเพื่อเป็นฐานในการจัดตั้งรัฐบาลจะมีปัญหาสารพัดตามมาเฉกเช่นรัฐบาลในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518 ไม่มีผิด ยิ่งฝ่ายค้านตั้งธงการสืบทอดอำนาจอีกด้วย จะเอาสมาธิที่ไหนมาตั้งใจบริหารประเทศให้เป็นธรรมาภิบาล นอกจากต้องใช้ธนาภิบาลคอยหล่อเลี้ยงพรรคเล็กพรรคน้อยอยู่ร่ำไป
5.1 การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง : หากการบริหารของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบกับปัญหา ทางออกคือการยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจใหม่ หากมีการรัฐประหารจะมีการนองเลือดอย่างแน่นอน เพราะสังคมโลกปัจจุบันไม่ต้องการเผด็จการ แต่สมัครใจที่จะมีประชาธิปไตยแบบลองผิดลองถูกต่อไป
5.2 พรรคประชาธิปัตย์กับยุทธศาสตร์ทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เจนเวทีทางการเมือง จึงต้องพิถีพิถันในการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นกรณีพิเศษ ยิ่งผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผลผลิตของอดีตหัวหน้าพรรคทั้งสายท่านชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน และท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โอกาสที่จะเข้าร่วมหอลงโรงกับพรรคพลังประชารัฐนั้น โดยปัจจัยพื้นฐานเป็นไปได้น้อยมาก
แต่ถ้าพรรคแกนนำใจกว้างเสียสละ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้ พรรคประชาธิปัตย์อาจมีข้อมูลใหม่ แต่ถ้าพรรคพลังประชารัฐปล่อยให้มีการโหวตนายกรัฐมนตรีก่อนการเสียสละกระทรวงที่หวงแหน โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลั้นใจอยู่ในสภาเป็นฝ่ายค้าน (อิสระ) ย่อมมีความเป็นไปได้สูง เช่นกัน
สรุป ความโลภเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กล่าวคือแม้ความดีก็ต้องมีความพอดี ต่ำกว่าดีหรือสูงกว่าดีก็เกินดี แม้พระพุทธเจ้าจะทรงบอกกับศาสนิกไม่ให้มักน้อยและสันโดษในการทำดีก็ตาม
ส่วนอกุศลหรือบาปจะพอกพูนจิตใจคนที่มีความโลภให้มืดบอดและพร่ามัวด้วยผลประโยชน์ต่างๆ นานา บางคนต้องติดคุกติดตะรางเพราะความโลภ ยิ่งถ้าโลภมากหรืออติโลโภ จะยิ่งก่อให้เกิดความหายนะมากยิ่งขึ้น
และที่สำคัญโลภมากมักลาภหาย
คนที่มีความโลภเป็นเจ้าเรือนจึงมีสภาพชีวิตไม่แตกต่างจากเปรตแต่ประการใดทั้งสิ้น
รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

