ปัญหาสงครามการค้าเกิด “Deadlock” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับคำเป็นว่า “ยังมิได้เตรียมการบรรลุสัญญาข้อตกลงกับจีน” ในขณะที่สื่อจีนรายงานว่า “รัฐบาลจีนมีท่าทีแข็งกร้าว ด้วยการส่งสัญญาณการเตรียมเปิดศึก” จึงตกอยู่ในสถานการณ์ “ขิงก็รา ข่าก็แรง”
สำนักนายกรัฐมนตรีจีนได้ออก “หนังสือปกขาว” อันเกี่ยวกับจุดยืนของจีนในการเจรจาปัญหาการค้าจีน-สหรัฐ ประเด็นสำคัญอ้างว่า การเจรจาการค้าจีน-สหรัฐประสบอุปสรรคในการแก้ไขความขัดแย้ง เป็นปัญหาที่เกิดจากสหรัฐทั้งปวง
กรณีน่าเชื่อว่า สงครามการค้าจะต้องขยายขอบเขต เพราะมีเหตุการณ์ที่น่ารังเกียจอันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองเศรษฐกิจ แต่ได้ลุกลามไปยังอาณาเขตของ “วิชาการ”
เหตุการณ์ดังกล่าว มิเพียงเป็นโทษต่อวงการ “วิชาการ” ของสองประเทศ ยังเป็นโทษอย่างมหันต์ต่อความก้าวหน้าของโลก และไม่มีคุณอันใดเลย
คำว่า “ส่งสัญญาณการเตรียมเปิดศึก” ของสื่อจีนนั้น เป็น “ถ้อยคำทางการทูต” ของจีน อันเป็นการแจ้งเตือนที่รุนแรง โดยทั่วไปเข้าใจว่าถึงขั้นต้องใช้อาวุธ หรือเป็นสัญญาณเปิดศึก อาทิ
1962 และ 1978 ทหารอินเดียและเวียดนามตามลำดับบุกรุกชายแดนจีน
จีนได้ใช้สัญญาณเปิดศึกแจ้งเตือนไปก่อน แล้วจึงตามมาด้วยการใช้อาวุธ
การแจ้งเตือนสหรัฐของรัฐบาลจีนครั้งนี้ได้ปรากฏที่ Bloomberg News เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม โดยขึ้นหัวว่า “don’t say I didn’t warn you”
บัดนี้ การเจรจาทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐได้เข้าสู่ทางตัน เชื่อว่าในระยะเวลาอันสั้นคงไม่เปิดการเจรจารอบใหม่ ทว่าแนวโน้มความขัดแย้งนับวันดุเดือดรุนแรงและขยายวงกว้าง
สหรัฐออก “คำสั่งบริหาร” ห้ามธุรกิจในสหรัฐทำการค้าขายกับ “หัวเว่ย”
ในขณะที่จีนขู่จะยุติส่งแร่ “Rare Earth” ให้แก่สหรัฐ
ไม่ว่า “คำสั่งบริหาร” ของสหรัฐ ไม่ว่าการยุติส่ง “แร่ Rare Earth” ของจีน
ล้วนมิใช่กลยุทธ์ “หมัดเดียวน็อก” เหตุผลคือ
วันนี้ “หัวเว่ย” ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้เอง เสมือนเตรียม “ยางอะไหล่”
ส่วน “สหรัฐ” ยังมีสต๊อกแร่ไว้ใช้พอประมาณ แต่สำหรับระยะเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าถ้าแผนแรกไม่สำเร็จ แผนสองก็ต้องตามมา จะต้องมีการปะทะกันในทุกวงการ และจะต้องมีความขัดแย้งแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน
การปะทะกันระหว่างสองประเทศ ผลที่สุดแพ้ทั้งคู่ เป็นเหตุการณ์ที่สังคมไม่อยากเห็น แต่ผู้กุมอำนาจต้องการช่วงชิงความสูงต่ำ ซึ่งเป็นความคิดอ่านที่สวนทางกับประชาชน คือความรักชาติ หรือผลประโยชน์แห่งตน ล้วนต้องเคารพกฎกติกาของบ้านเมือง
ประเทศจีน นโยบายรัฐบาลกำกับทุกเรื่อง คำสั่งปักกิ่งคือโครงสร้างแห่งการบริหารประเทศให้ทุกสิ่งทุกอย่างบรรลุตามเป้าหมาย เพราะเป็น “นโยบายเหมาเข่ง”
ส่วนสหรัฐอเมริกา แม้ว่าประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพ แต่รัฐบาลสามารถใช้กลไกทางกฎหมาย ทำการลิดรอนสิทธิของประชาชน จึงเป็นเหตุให้ธุรกิจเอกชนมีโอกาสอันจำกัด
ถ้าสหรัฐ-จีนเปิดศึกรอบด้าน ก็เสมือน “เพชรตัดเพชร” เลี่ยงได้เป็นดีที่สุด
เพราะถ้าเกิดสงคราม ก็ย่อมหมายความถึงบรรดาทรัพย์สิน ตลอดจนอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหลายต้องถูกทำลาย และที่สำคัญคือกระบวนการ “วิชาการ” ก็ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย
อัน “วิชาการ” นั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นฐานความรู้ในการแสวงหาเทคโนโลยีอันเป็นผล ในด้านการบริหาร กำกับความคิด ค่านิยม ความถูกต้อง อุดมการณ์ และพฤติกรรม ตลอดจนการประกอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีอีกด้วย
ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวว่า “วิชาการไร้พรมแดน”
แต่หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้ ล้วนเป็นการสวนทางกัน
เหตุการณ์ 1 มหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งในสหรัฐไม่รับนักศึกษาจีนในสาขาวิชาอาชีพ ประเด็นมีอยู่ว่า วิชาอาชีพอันเกี่ยวกับเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ถ้าให้นักศึกษาจีนเรียนรู้ ถือเป็นการคุมคามความมั่นคงของประเทศ
เหตุการณ์ 1 ทำการ “เช็กบิล” กับนักวิชาการจีน เหยื่อรายแรกคือ “หลี่ เสี่ยวเจียง” และภรรยา ทำงานในหน้าที่ “นักวิชาการ” อยู่ที่ “Emory University” แอตแลนตา เป็นเวลานานถึง 23 ปี ได้ถูกไล่ออกจากงาน โดยกล่าวหาว่าทั้งคู่มิได้ชี้แจงที่มาของเงินทุนการค้นคว้าวิจัย และไม่เปิดเผยรายละเอียดการทำงานในองค์กรและสถานศึกษาในประเทศจีน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาการค้าประสบปัญหาชะงักงัน รัฐบาลได้กำชับกองทุนการศึกษาค้นคว้าวิจัยแห่งสหพันธรัฐต้องทำการสอดส่องเรื่องความมั่นคงของประเทศ และแน่นอนเป้าหมายคือนักวิชาการจีน เพราะคำว่าจีนคือ “ของแสลง” สำหรับอเมริกา
จึงไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยไล่ออกสองสามีภรรยา
อีกเหตุการณ์ 1 สถาบันวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (IEEE) ได้สั่งห้ามลูกจ้างบริษัท “หัวเว่ย” เป็นบรรณาธิการและกรรมการพิจารณาบทความในนิตยสารของสถาบัน
กรณีเป็นการไม่เคารพเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ชอบด้วยเหตุผล พลันที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและชิงหัวได้ทราบข่าว ต่างชิงลาออกจากตำแหน่งกรรมการพิจารณาในนิตยสารดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นการประท้วงพฤติกรรมที่ไม่มีความถูกต้องชอบธรรมของสหรัฐ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ล้วนเป็นการ “กีดกันจีน”
ปักกิ่งยืนยันมาโดยตลอดว่า “เราไม่ประสงค์ทำสงครามการค้า แต่ก็ไม่กลัว เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องทำ” แต่สถานการณ์ปัจจุบัน จีนยืนยันยังไม่รบ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่านักวิชาการจีน ไม่ว่านักวิชาการสหรัฐ ต่างไม่ยอมทำศึกในอาณาเขตของ “วิชาการ” แน่นอน เพราะถ้าศักดิ์ศรีแห่งเสรีภาพทางวิชาการถูกเหยียบย่ำ ก็เท่ากับเทคโนโลยีเป็น “เครื่องมือบริการทางการเมือง” โดยเฉพาะ นั่นคือ
ความเศร้าโศกของนักวิชาการทั่วโลก
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

