เดินหน้าชน : โรงเผาขยะ-คุก : โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

18.06.19 | 13:00 น.

ขณะที่ ครม.ชุดใหม่ ภายใต้ผู้นำคนเก่าอย่าง “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยังไม่ปรากฏโฉมออกมา

ทว่าทาง กทม.ตั้งแท่นรอเตรียมเซ็นอนุมัติโครงการจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอยขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม และศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช วงเงินโครงการละ 6,570 ล้านบาท รวม 2 โครงการ 13,140 ล้านบาท

หลังจาก กทม.ประกาศเชิญชวนให้เอกชนมาร่วมประมูลเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา มีเอกชนร่วมยื่นซองประมูลที่หนองแขม 5 ราย ส่วนที่อ่อนนุช 8 ราย

ล่าสุดทาง กทม.ส่งผลการพิจารณาคะแนนผู้ร่วมประมูลให้กรมบัญชีกลางแล้ว

ก่อนรับรองผลคะแนนและประกาศผู้ชนะประมูล เพื่อให้ กทม.เซ็นสัญญาจ้างต่อไป

Advertisement

ย้อนไปก่อนหน้านี้ การประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผาทั้ง 2 โครงการนี้ มีการร้องเรียนมาโดยตลอดตั้งแต่การร่างทีโออาร์ ที่มีพิรุธมากมาย ส่อว่าจะล็อกสเปกให้กับบางราย

ทั้งการวางเกณฑ์การให้คะแนนด้านเทคนิคถึง 90% ส่วนคะแนนด้านราคาแค่ 10%

การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างทีโออาร์ ก็ให้เวลาไม่กี่วัน แล้วก็เปิดให้ยื่นซองเสนอในเวลากระชั้นชิด ทำให้บริษัทต่างชาติหลายแห่ง จัดทำเอกสารยื่นเสนอไม่ทัน

สถานทูตญี่ปุ่นจึงทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และทาง กทม. ขอให้ขยายเวลาการยื่นซองประกวดราคา เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้าร่วมเสนอราคาแข่งขัน

แต่คำตอบที่ได้จากทาง กทม.คือ ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ไม่สามารถขยายระยะเวลาให้ได้

อีกประเด็นที่ทำให้มึนงงกันเป็นแถว คือการสืบราคากลางอ้างอิง ที่ไปเอาบริษัทค้าปลีก-ค้าส่งบุหรี่ ก็ไม่รู้ว่าไปเกี่ยวกับการกำจัดขยะมูลฝอยตรงไหน

แล้วที่ขำไม่ออก เมื่อไปย้อนดูบัญชีงบดุลของบริษัทดังกล่าว พบว่าตลอด 5 ปีของการทำธุรกิจมีรายได้มากสุดแค่ 30 บาท แต่ กทม.ดันเอามาสืบราคากลางอ้างอิงโครงการที่มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ การกำหนดราคากลางการกำจัดขยะมูลฝอยถึงตันละ 900 บาท ก็แพงหูฉี่มากกว่าที่อื่นที่ใช้เทคโนโลยีลักษณะเดียวกันถึง 2-3 เท่าตัว

ผู้ชนะโครงการนี้นอกจากจะได้ค่าจ้างกำจัดขยะจาก กทม.ตันละ 900 บาทแล้ว ยังมีรายได้จากค่าไฟที่ขายให้กับการไฟฟ้านครหลวงอีก บวกลบคูณหารตลอด 20 ปีที่ดำเนินการโครงการนี้ จะมีรายได้เหนาะๆ อย่างต่ำก็กว่า 5.1 หมื่นล้านบาท

เรื่องกลิ่นตุๆ อย่างนี้จึงไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทาง ป.ป.ช.ก็ทำเรื่องถึง กทม.ให้จัดส่งเอกสาร-หลักฐานต่างๆ มาให้ตรวจสอบ ทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดทีโออาร์ หลักเกณฑ์วิธีการกำหนดราคากลางและแหล่งที่มาของการสืบหาราคากลาง และอื่นๆ

รวมทั้งขอข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนนั้นมีใครบ้าง พร้อมประวัติของทุกคน

จากนั้นไม่นาน มีข้าราชการ 3 คนที่นั่งเป็นกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาขอลาออก

ทั้ง 3 คนระบุเหตุลาออกว่าติดภารกิจอื่นและไม่มีความรู้ความสามารถพอที่จะพิจารณาเรื่องนี้ แต่อาจเป็นเพราะเห็นว่าหากอยู่ต่อไป “คุก” จะรออยู่ข้างหน้า

จึงเหลือกรรมการที่เป็นอาจารย์จากข้างนอกแค่ 2 คน ไม่สามารถพิจารณาได้ ทาง กทม.จึงตั้งข้าราชการ 3 คนเข้าไปเป็นกรรมการแทน เพื่อจะดันทุรังโครงการนี้ให้ได้

กรรมการชุดใหม่ ใช้เวลาพิจารณาไม่นานนักก็ส่งผลคะแนนไปให้กรมบัญชีกลางให้รับรอง

หากจะกล้าหาญชาญชัยเซ็นโครงการนี้ ในช่วงรอยต่อรัฐบาลเก่า-ใหม่ คงไม่รอดที่จะถูกฝ่ายค้านไล่ตามเช็กบิล หยิกยกขึ้นมาอภิปรายถล่มรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสภา

แล้วบรรดาบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ พึงสำเหนียกว่า ที่ร่วมกันผลักดันโรงงานกำจัดขยะด้วยเตาเผานี้ สิ่งที่จะตามมาอาจกลายเป็น “คุก” แทน

สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม