อ่านคอมเมนต์จากผู้ติดตามข่าวการชุมนุมของมวลชนมหาศาลในฮ่องกงที่ปรากฏในเพจข่าวมติชน-ข่าวสด พบว่าจำนวนมากโยงมาถึงไทย มีนิดหน่อยเทียบกับอดีต แต่ส่วนใหญ่คิดคำนึงไปถึงอนาคต
ความโดดเด่นที่สุดของผู้ชุมนุมฮ่องกงที่ต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ต้องสงสัยข้ามแดนไปจีน คือเป็นการรวมตัวของคนหนุ่มสาวและกลุ่มคนรุ่นใหม่ บางคนไม่ทันการชุมนุมใหญ่ ปี 2557 ที่ใช้ร่มเหลืองเป็นสัญลักษณ์เรียกร้องประชาธิปไตย แต่เมื่อเวลาผ่านมา 5 ปี เด็กในวันนั้นโตขึ้นมาเป็นหนุ่มสาวที่ได้แรงบันดาลใจจากการชุมนุมครั้งก่อน
การเข้ามามีส่วนร่วมแสดงออกทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ฮ่องกงเป็น กระแสคล้ายกับคนรุ่นใหม่ของสังคมไทย ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่สายอนุรักษนิยมออกอาการอึดอัดฮึดฮัด
พอเห็นพานไหว้ครูเด็กนำเสนอในแง่มุมการเมืองเข้าหน่อย จึงเดือดพล่านเป็นการใหญ่
ผิดกับรัฐบาลที่ยังดูชิลชิล อาจเพราะ คสช.ยังอยู่ และมาตรา 44 ก็ยังไม่ได้หลุดมือไปไหน จึงแสดงความเห็นว่ากรณีของฮ่องกงกับไทยมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ประเทศไทยยังไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแค่ห่วงว่าจะมาเคลื่อนไหวให้เป็นภาพลบเท่านั้น
ความจริงแล้วกรณีฮ่องกงก็ยังไม่ได้มีอะไรเสียหาย ภาพการชุมนุมที่ถ่ายทอดไปทั่วโลกออกมาเป็นด้านบวกด้วยซ้ำ เพราะส่วนใหญ่เป็นไปโดยสันติ มีปะทะกับตำรวจบาดเจ็บบ้างก็เป็นส่วนน้อย
ไม่มีการปูทางเพื่อใช้คำสั่งส่งทหารเข้าไปสลายการชุมนุมกลางย่านธุรกิจ
รายงานวิเคราะห์ของบีบีซี ระบุว่า การที่มวลชนฮ่องกงออกมาประท้วงเยอะและเยอะกว่าเมื่อปี 2557 นอกจากคนจำนวนมากรู้สึกว่าถูกล้อมกรอบมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การใช้กฎหมายลงโทษผู้ที่ไม่เคารพเพลงชาติจีน การตัดสิทธิ์สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย และจำคุกนักเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช
ส่วนคนรุ่นใหม่รู้สึกมีอะไรให้ต้องสู้มากกว่า เพราะเข้าสู่ยุคที่สภาพแวดล้อมทางการเมืองมีความไม่แน่นอนมากกว่า สิทธิพิเศษและเสรีภาพจากข้อตกลงที่อังกฤษทำกับจีนในการส่งมอบฮ่องกงคืนให้ มีระยะเวลา 50 ปี
มีกำหนดหมดลงในปี 2590
สำหรับหนุ่มสาวยุคนี้ อนาคตอีก 28 ปีไม่ยาวไกล (หากเทียบกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยก็ยาวนานกว่านิดหน่อย)
กระแสของโลกวันนี้เปลี่ยนจากเดิมที่คนรุ่นใหม่เป็นแนวร่วมการประท้วงของประชาชนที่เอือมกับสภาพที่เผชิญอยู่ อย่างช่วงอาหรับสปริงที่สุดทนกับรัฐบาลเผด็จการ ผันมาเป็นการลุกขึ้นต่อสู้ของเยาวชนในสังคมต่างๆ เช่น ลดขยะพลาสติก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน แก้ไขกฎหมาย หรือข้อบังคับ ฯลฯ เพราะสิ่งที่เกิดวันนี้จะกระทบต่อชีวิตคนรุ่นใหม่ในอนาคตอย่างจัง และกระทบมากกว่าคนรุ่นก่อนหน้า
ถ้าไม่ต่อสู้วันนี้ก็ต้องรอรับผลกระทบในวันหน้าที่น่าจะสาหัสกว่าเดิม
ดังนั้น แทนที่ผู้ใหญ่คอยแต่จะกำราบเด็ก หรือเย้ยหยันประสบการณ์ที่น้อยกว่า เปิดใจให้กว้างๆ รับฟัง และให้โอกาสเด็กเลือกอนาคตของตนเองบ้างดีกว่า

