กรณีการเสียชีวิตของ ด.ช.ฐปกร หรือน้องชายแดน ทรัพย์สิน อายุ 14 ปี ที่ถูกติวเตอร์สถาบันกวดวิชาเข้าเตรียมทหารใน จ.นครสวรรค์ ทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
เป็นภาพความสะเทือนใจที่ยากจะยอมรับได้ของครอบครัวที่สูญเสียลูกชาย และยากจะยอมรับได้ของคนที่ทราบข่าวนี้
ไม่มีใครคิดว่าการที่ส่งลูกหลานเข้าเรียนในสถาบันกวดวิชาเพื่อทำตามความฝันในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารจะนำมาซึ่งความสูญเสีย
ปมการเสียชีวิตของ “น้องชายแดน” คงไม่ถูกตีแผ่ออกมา หากผู้ปกครองไม่ตัดสินใจไปแจ้งความที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ เพราะสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิต ที่คาดว่าน่าจะมาจากการถูกรุมซ้อม
เนื่องจากได้รับบาดเจ็บทางร่างกายอย่างสาหัส และมีอาการช็อกหมดสติ อุจจาระ-ปัสสาวะเรี่ยราด จนต้องส่งเข้าห้องไอซียูรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
ก่อนจะนำมาสู่การออกหมายจับ นายณัฐพล ถาวรพิบูลย์ เจ้าของสถาบันกวดวิชาเตรียมทหาร “บ้านครู
พี่ณัฐ” น.ส.พีรญา พละแสน ภรรยา และ น.ส.นงลักษณ์ พละแสน แม่ยาย ในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็น
เหตุให้ถึงแก่ความตาย ในทางคดีนั้นต้องว่ากันไปตามกฎหมาย พยานหลักฐาน
ในส่วนของสถาบันกวดวิชาแห่งนี้ที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีการขออนุญาตถูกต้องตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ
กลายเป็น “สถาบันกวดวิชาเถื่อน” ที่เปิดสอน เปิดรับสมัครอย่างโจ๋งครึ่ม มีการโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ติดป้ายใหญ่โตเป็นที่รับรู้ของนักเรียนและผู้ปกครองทั่วจังหวัด
แต่กลับเล็ดลอดไม่ได้ถูกตรวจสอบจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับจังหวัด ที่ต้องตรวจสอบ ควบคุม ลงโทษ
เหล่านี้คือประเด็นที่สะท้อนกลับมายังหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงว่า ที่ผ่านมามีความเข้มงวดในการตรวจสอบสถาบันกวดวิชาเถื่อนหรือไม่
ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 กำหนดให้สถาบันกวดวิชาจัดอยู่ในประเภท “โรงเรียนนอกระบบ” การยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งมีรายละเอียดค่อนข้างมากเพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพและมาตรฐาน
ทั้งหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล หลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการศึกษาและ
ค่าธรรมเนียมอื่น ขนาดพื้นที่ใช้สอยของโรงเรียน
มีการกำหนดโทษทางแพ่งและอาญา สถาบันกวดวิชาเถื่อนปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี
โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากสถาบันกวดวิชามีการจดทะเบียนจัดตั้งถูกต้องแล้ว จะลดปัญหาการสูญเสียในกรณี “น้องชายแดน”
ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำแล้ว
ควรจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ หาเบื้องหน้าเบื้องหลังว่ามีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
นอกจากในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์แล้ว เชื่อว่าสถาบันกวดวิชาเถื่อนยังมีอยู่อีกมากมายทั่วประเทศ
กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงควรใช้โอกาสนี้สั่งการปูพรมตรวจสอบ กวาดล้างสถาบันกวดวิชาเถื่อน
สุพัด ทีปะลา

