“ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”
วรรคทองของบทกวีเพลงเถื่อนแห่งสถาบัน โดย วิทยากร เชียงกูล แต่งขึ้นในขณะที่เป็นนักศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันสถาปนาธรรมศาสตร์ ใน พ.ศ.2511 และมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษายุคก่อนและหลัง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 แม้ว่าจะผ่านมากว่า 50 ปีแล้วบทกวีนี้ก็ยังคงดังก้องอยู่ในสังคมไทย สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งคำถามเชิงปรัชญากับการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ได้พานิสิตนักศึกษาไปค้นหาความหมายหรือคุณค่าบางอย่างอย่างแท้จริง
ไม่แตกต่างกันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์การตั้งคำถามกับประเด็นปัญหาทางสังคมในกลุ่มเยาวชนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆ นี้ กรณีพานไหว้ครูล้อการเมือง ที่กลุ่มเด็กมัธยมต่างลุกขึ้นมาแสดงออกทางการเมืองที่สะท้อนความสงสัยถึงที่มาที่ไปทางการเมืองในประเด็นต่างๆ แต่กลับถูกผู้ใหญ่บางคนตอบกลับมามีผู้อยู่เบื้องหลังความคิดของเด็กเหล่านี้
พานไหว้ครู สะท้อนอะไร? จากเวที ฟังเสียงเด็กบ้าง” จัดโดยเครือข่าย Young Moves ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Thai Civic Education ตัวแทนครูจาก Critizen ตัวแทนครูจาก TED Club และเด็กและเยาวชนจากกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ร่วมกันพูดคุยถึงพื้นที่ทางความคิดของเด็กและเยาวชนในการแสดงออกทางการเมือง มีการตั้งคำถามว่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็กควรถูกปิดกั้นหรือไม่ ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ทางความคิดของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนนั้นแท้ที่จริงแล้วมีอยู่อย่างจำกัด
มีเพียงพานไหว้ครูและงานกีฬาสีเท่านั้นที่เป็นช่องทางสำคัญในการแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาคิด

ภายในงานยังมีการบอกเล่าประสบการณ์ของผู้ร่วมเสวนาทุกท่านในสถานศึกษาทั้งในฐานะครูและนักเรียนที่ต่างล้วนเคยเป็นผู้ถูกกระทำจากวัฒนธรรมอำนาจนิยม การถูกทำให้เชื่อฟังและยอมตาม การถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏในระบบเพียงเพราะเห็นต่าง ความคิดพวกเขาเหล่านี้หลายครั้งถูกละเลยจนต้องลุกขึ้นมาแสดงออกบางอย่างเพื่อให้หลายคนให้หันมาฟังเสียงของพวกเขาให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการแสดงออกของพวกเขาไม่ใช่การต่อต้านเพื่อปะทะ แต่เป็นการทำงานขับเคลื่อนเพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิดให้กับเด็กและเยาวชนในรูปแบบต่างๆ ทั้งในสถาบันการศึกษา ผ่านการจัดกิจกรรม
ในชั้นเรียน ผ่านงานสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชน และการรวมกลุ่มกันเพื่อแสดงพลังและส่งเสียงในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากระบบการศึกษาโดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารทางความคิด
ที่ผ่านมาเด็กและเยาวชนไทยถูกทำให้เชื่อว่าการเป็นเด็กดี เชื่อฟัง ยอมตาม คือ คุณสมบัติตามช่วงวัยที่เด็กทุกคนจำเป็นต้องมี มีเครื่องมือจำนวนมากที่ใช้กล่อมเกลาเด็กให้เป็นเด็กเอ๋ยเด็กดี ทั้งแบบเรียน ชุดค่านิยม หนังสือวันเด็ก คำขวัญวันเด็ก ที่บอกให้เด็กต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมรับใช้ชาติตามแบบที่ผู้ใหญ่คาดหวัง
แม้ว่าพัฒนาการด้านกฎหมายและการเกิดขึ้นขององค์กรรัฐในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนดูจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ด้วยชุดวิธีคิดและการปฏิบัติยังคงส่งต่อวัฒนธรรมเชื่อฟังยอมตาม จึงทำให้เด็กและเยาวชนยังไม่ได้ถูกนับรวมมากนักในพื้นที่ทางความคิดระดับประเทศ

รูปแบบการต่อสู้ทางความคิดเปลี่ยนไป แต่ใจความสำคัญยังคงเดิม เราต่างก็เคยผ่านช่วงเวลาของการเป็นเด็ก เราต่างก็เคยผ่านช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่น ในวันนั้นเราต่างก็อยากให้มีคนรับฟังเราในสิ่งที่เราอยากจะสื่อสาร ในระดับสังคมการแสดงออกซึ่งจุดยืนทางความคิดครั้งสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนคือ คลื่นการสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 1 ปีกว่าๆ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแนวคิดอนุรักษนิยมในสังคมไทยกำลังถูกตั้งคำถามจากคนรุ่นใหม่อย่างหนักหน่วง
แต่ในทางกลับกัน เราก็พบการใช้ถ้อยคำรุนแรงในโซเชียลมีเดียเพื่อเหยียดความคิดของคนที่ช่วงอายุแตกต่างจากเราอาจมาจากความรู้สึกที่ว่าเราต่างก็ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน อคติเหล่านี้ทำให้เราไม่ฟังกันและเมื่อเราไม่ฟังกันความเข้าใจจึงไม่มีทางเกิดขึ้น
เมื่อความเห็นต่างเป็นความผิด เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าคนไทยยังไม่รับการฝึกฝนให้สามารถรับมือกับความคิดเห็นต่างอย่างสุดขั้ว นอกจากการเรียนในห้องเรียนเรื่องระเบียบวิธีการจัดโต้วาทีแล้ว เราก็ไม่มีวัฒนธรรมการสร้างบทวิภาษ (การพูดโต้แย้ง) ที่สอดคล้องกับชีวิตเราอีกเลย และเมื่อเราจัดการกับความรู้สึกโกรธที่เห็นคนอื่นคิดต่างไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การใช้ความรุนแรงถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการปิดปากและกำจัดคนที่เห็นต่างออกไป
จะเห็นได้จากกรณี “จ่านิว” ที่ถูกทำร้ายร่างกายเพียงเพราะต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และความเชื่อในคุณค่าประชาธิปไตย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จึงต้องกลับมาช่วยกันทบทวนว่าเราจะทำอย่างไรให้สังคมไทยไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้เรารับฟังกันมากขึ้น?
การรับฟังไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ เพราะต้องอาศัยความอดทน การไม่ด่วนตัดสิน และไม่รีบเร่งที่จะโต้แย้งเพื่อเอาชนะ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนและต้องสร้างให้เป็นวัฒนธรรมสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคม การรับฟังจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเชื่อมคนแต่ละช่วงวัยและคนที่เห็นต่างเข้าด้วยกัน
นอกจากสถาบันครอบครัวที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการรับฟังกันแล้ว สถาบันการศึกษาคือแหล่งบ่มเพาะความเป็นตัวตนของเด็กและเยาวชน เพราะใน 1 วัน เด็กๆ ต้องใช้เวลาในโรงเรียนไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง คนที่จะหน้าที่สำคัญร่วมส่งเสริมให้วัฒนธรรมการรับฟังเกิดขึ้นนั้นเป็นคนอื่นไปไม่ได้นอกจากครู จากเวทีฟังเสียงเด็กบ้าง ทำให้เราเห็นตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น โดยหยิบยกสถานการณ์ใกล้ตัวมาเป็นประเด็นพูดคุย
เราเห็นการเปิดเวทีการแสดงออกให้เด็กหลายๆ คนได้สื่อสารในสิ่งที่เขาคิดและสิ่งที่เขาทำผ่านเวที TEDxYouth@Bangkok เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนวัยเดียวกันและแสดงพลังให้ผู้ใหญ่เห็นว่าพวกเขามีพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนสังคมนี้ต่อไปได้
เพราะเวลาไม่รอเราและสังคมไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เราไม่สามารถใช้วิธีการเดิมแก้ปัญหาโดยหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างออกไป ในภาวะที่สังคมไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งคือก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการเตรียมพร้อมให้คนรุ่นที่เด็กกว่าทำความเข้าใจกับความคิดของคนในยุคก่อน และคนยุคก่อนก็ยังคงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าถูกต้องและดีงาม ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว จึงขอเป็นอีกเสียงหนึ่งที่สนับสนุนให้คนในสังคมรับฟังกันให้มากขึ้น ปล่อยให้เด็กและเยาวชนส่งเสียงถึงอนาคตของพวกเขาให้มากขึ้นในฐานะผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน และผู้ใหญ่ก็ควรวางบทบาทช่วยให้คำปรึกษาโดยไม่ไปกดทับหรือบังคับให้เด็กต้องเชื่อฟังยอมตาม
เพราะการสร้างสังคมที่ดีไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งแต่เป็นพื้นที่ที่คนทุกรุ่นควรมีโอกาสร่วมขับเคลื่อนให้ดีกว่าเมื่อวาน
สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน
พจนา อาภานุรักษ์
ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

