หน้าแรก เด่นวันนี้ ปัญหาอาหารกลา...

ปัญหาอาหารกลางวันและนมโรงเรียน

12.07.19 | 12:59 น.

โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษาเริ่มทดลองเมื่อ พ.ศ.2495 แต่ขาดงบประมาณทำให้ไม่สามารถจัดอาหารกลางวันให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนได้อย่างทั่วถึง ต่อมา พ.ศ.2530 สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ มีนโยบายให้โรงเรียนประถมศึกษาทุกโรงเรียนดำเนินโครงการอาหารกลางวัน

ต่อมา พ.ศ.2535 จึงได้มีพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา วงเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทุพโภชนาการ

พ.ศ.2542 คณะรัฐมนตรีมีมติให้นักเรียนทุกคนได้รับประทานอาหารกลางวันทุกวัน โดยให้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการ ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล

ต่อมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544 กระทรวงศึกษาธิการได้ถ่ายโอนงบประมาณค่าอาหารกลางวันไปให้กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดสรรงบประมาณค่าอาหารกลางวันและนมโรงเรียนให้แก่โรงเรียนตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 จนถึงปัจจุบัน

เมื่อโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ ต้องรับเงินสนับสนุนค่าอาหารกลางวันและนมโรงเรียน จากเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปัญหาที่พบคือ โรงเรียนจะได้รับงบประมาณค่าอาหารกลางวันไม่ทันเปิดเทอม บางครั้งโรงเรียนเปิดไปแล้วถึง 2 สัปดาห์ถึงจะได้รับงบประมาณ หรือบางท้องถิ่นอาจช้าหรือเร็วกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการทำงานของแต่ละเทศบาล หรือ อบต. เมื่อสอบถามมักได้รับคำตอบว่าเงินยังไม่โอนมา ทำให้โรงเรียนต้องหาเงินสำรองเพื่อจัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนได้รับประทานตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน ทั้งที่โรงเรียนได้ทำหนังสือแจ้ง เทศบาล หรือ อบต.ที่โรงเรียนต้องรับเงินสนับสนุนอาหารกลางวันว่าโรงเรียนเริ่มเปิดเรียนเมื่อใด

Advertisement

นอกจากนี้การได้รับการจัดสรรงบประมาณ บางโรงรียนได้รับจัดสรรครั้งเดียว 100 วันต่อเทอม บางโรงเรียนได้ครั้งละ 50 วัน ซึ่งโรงเรียนที่ได้รับ 50 วัน กว่าจะได้รับ 50 วันหลังก็ต้องรอไปเป็นสัปดาห์ ช้าอีกเช่นเดิม

ในส่วนของนมโรงเรียน อาจไม่ล่าช้าเท่างบประมาณค่าอาหารกลางวัน แต่นักเรียนมักไม่ได้ดื่มนมตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน ปัญหาที่พบในปีนี้คือ ผู้ประกอบการนมโรงเรียนมาส่งนมให้นักเรียนดื่มได้วันที่ 21 พฤษภาคม ขณะที่โรงเรียนเปิดตั้งแต่ 16 พฤษภาคม จำนวนที่ได้รับไม่เพียงพอตามจำนวนนักเรียนในปัจจุบัน เนื่องจาก อบต.หรือเทศบาล จะจัดสรรนมโรงเรียนให้ตามยอดนักเรียนเดิม ตามข้อมูล 10 พฤศจิกายน 2561

ปัญหาประการต่อมา งบประมาณค่าอาหารกลางวันที่โรงเรียนได้รับจัดสรรจาก เทศบาล หรืออบต. ได้จากยอดจำนวนนักเรียนของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 คือเป็นยอดจำนวนนักเรียนปีการศึกษาที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนนักเรียนปีการศึกษา 2562 มีจำนวนเพิ่มขึ้น เมื่อแจ้งจำนวนนักเรียนพร้อมรายชื่อ เพื่อขอรับงบประมาณตามรายหัวนักเรียนปัจจุบัน แต่ยังคงได้รับงบประมาณเท่าเดิม เมื่อโรงเรียนแจ้งว่าโรงเรียนควรได้รับงบประมาณตามยอดนักเรียนที่ลงระบบ 10 มิถุนายน 2562 โดยเทศบาล หรืออบต.ต้องทบเงินส่วนที่ขาดให้โรงเรียน แต่ได้รับคำตอบว่า 50 วันแรกจะได้ยอดเก่า ส่วนอีก 50 วันหลังถึงจะได้ยอดเป็นปัจจุบัน

ทำให้เกิดความสงสัยว่า อปท.จัดสรรงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนทั่วประเทศ ตามรายหัวนักเรียนที่เป็นปัจจุบันมิใช่หรือ แล้วทำไมโรงเรียนจึงไม่ได้รับส่วนที่ยังไม่ครบถ้วน และเป็นเช่นนี้เหมือนกันทั่วประเทศหรือไม่

การที่โรงเรียนได้รับงบประมาณตามจำนวนนักเรียนปีการศึกษา 2561 ทั้งที่ปีการศึกษา 2562 จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นเพียง 10 คน อาจไม่ทำให้โรงเรียนเดือดร้อนมากนัก แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กนักเรียนจำนวน 10 คน หมายถึงงบประมาณที่จะนำมาทำอาหารให้นักเรียนรับประทานหายไปวันละ 200 บาท ในขณะที่งบประมาณที่ได้รับแต่เดิมไม่ถึงวันละ 1,000 บาท หักค่าจ้างแม่ครัวทำให้เหลือไม่กี่ร้อยบาท แล้วยังได้รับงบประมาณไม่ครบตามจำนวนนักเรียน ยิ่งทำให้โรงเรียนเดือดร้อนยิ่งขึ้น

อีกทั้งหากรวมทั้ง 50 วันแรกที่ อบต.แจ้งว่าจะได้รับงบประมาณเท่าเดิม โดยไม่มีการทบส่วนที่ขาดให้ เท่ากับโรงเรียนจะขาดงบประมาณสำหรับนำไปจัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนได้อย่างทั่วถึง เป็นจำนวนเงินถึง 10,000 บาท และถ้ามีหลายๆ โรงเรียนทั่วประเทศประสบปัญหาเช่นนี้ จะรวมเป็นเงินเท่าไร ที่เงินเหล่านี้ควรจะได้นำมาจัดการเพื่อทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียนได้อย่างเพียงพอ

หากเปรียบเทียบกับการจัดสรรงบประมาณที่ สพฐ.จัดสรรให้โรงเรียน ทั้งค่าหนังสือเรียน ค่าเสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเงินค่าจัดการศึกษา สพฐ.จัดงบประมาณให้ครั้งแรกของปีการศึกษาตามยอดของนักเรียน 10 พฤศจิกายน 2561 แต่เมื่อโรงเรียนได้ลงระบบจำนวนนักเรียนตามยอดใหม่คือ 10 มิถุนายน 2562 แล้ว สพฐ.จะโอนเงินงบประมาณส่วนที่ขาดเพิ่มเติมมาให้ในภายหลังให้ครบตามรายหัวนักเรียน ซึ่งทำให้ได้รับงบประมาณครบถ้วนไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ปัญหาโครงการอาหารกลางวันส่วนหนึ่งเกิดจากการที่งบอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ต้องไปผ่าน อปท. และโอนต่อมายังเทศบาล หรือ อบต. ที่โรงเรียนตั้งอยู่ กว่าจะถึงโรงเรียนมีขั้นตอนยุ่งยาก ล่าช้า และเกิดปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างโรงเรียนกับ อบต. รวมทั้งทัศนคติของปลัด อบต.แต่ละคนที่เห็นว่า โรงเรียนไม่ได้สังกัด อบต. จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และไม่อำนวยความสะดวกหรือคิดจะหาวิธีการช่วยเหลือโรงเรียน กรณีที่โรงเรียนได้รับงบประมาณค่าอาหารกลางวันไม่ครบถ้วน

การที่พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ได้กำหนดให้มีการถ่ายโอนงบประมาณอาหารกลางวันไปให้ท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณไปให้โรงเรียน อาจหวังให้ท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. ช่วยดูแลสนับสนุนโรงเรียนได้อย่างใกล้ชิด แต่ปัญหาที่พบอยู่เสมอ คือองค์กรเหล่านี้เป็นเพียงหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผ่านงบประมาณมาให้โรงเรียนเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา หรือสนับสนุนโรงเรียนเพิ่มเติมแต่อย่างใด กลับทำให้การได้รับงบประมาณล่าช้า และทำให้โรงเรียนที่ไม่ได้สังกัด เทศบาล หรือ อบต. อาจได้ฟังทัศนคติที่ว่า โรงเรียนไม่ได้สังกัด อบต. อบต.จึงไม่สามารถสนับสนุนโรงเรียนได้ โดยลืมไปว่าเงินรายได้ของ อบต.มาจากประชาชนในท้องถิ่นที่อาจเป็นผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้สังกัด อบต. อบต.จึงต้องมีหน้าที่ดูแลลูกหลานชาวบ้านเหล่านี้ด้วย

เมื่อเกิดปัญหาโรงเรียนได้รับงบประมาณล่าช้า ไม่ครบถ้วน จึงเกิดคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่จัดสรรงบประมาณโครงการอาหารกลางวันและนมโรงเรียนให้กับต้นสังกัดของโรงเรียนโดยตรงเหมือนเช่นงบประมาณอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ทำหน้าที่ดูแลโรงเรียนคอยกำกับติดตามให้คำแนะนำเรื่องอาหารกลางวันได้เป็นอย่างดี และโรงเรียนก็จะได้รับงบประมาณทันจัดการอาหารกลางวันได้ในวันแรกของการเปิดเรียน และครบถ้วนตามสิทธิที่พึงได้

สายพิน แก้วงามประเสริฐ