ปรากฏการณ์ชุดไทยล้านนา “กลิ่นกาสะลอง” ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งไม่เพียงแต่ต่อ 1 การแต่งกายเข้าประชุมสภา หากแต่ 1 การใช้ภาษาถิ่นในการอภิปรายในสภา
จะถือว่าเป็นการรุกอย่างต่อเนื่องของ “เอื้อยศรีนวล” ก็ย่อมได้
อย่าลืมเป็นอันขาดว่านอกเหนือจากการแต่งกายของ ส.ส.หญิงเชียงใหม่แล้ว ยังมีการแต่งกายของ ส.ส.หญิงจากน่านอีกด้วย
เพียงแต่ “ช่อ พรรณิการ์” แย่งซีนไปเท่านั้นเอง
พลันที่ปรากฏเงาร่างของ “ช่อ พรรณิการ์” บรรดาลุงๆ ป้าๆ ก็บังเกิดอาการกระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน
ทำให้เรื่องของ “ชุด” ทำให้เรื่องของ “ภาษา” เฉไฉไปบ้าง
กระนั้นเมื่อ “อ๋อง ปติภัสดิ์” และ “ครูจุ๊ย” ลุกขึ้นอภิปรายอย่างกว้างขวาง ประเด็นในทางวัฒนธรรมก็จำหลักลงอย่างหนักแน่น
เป้าหมายคือ สร้างสภาวะ NEW NORMAL ขึ้นให้จงได้
ใครก็ตามที่ได้อ่านบทความเรื่อง อย่ายอมให้ “ความปกติใหม่” นั้น “ปกติ” ในคอลัมน์คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของ กล้า สมุทรวณิช (มติชน, 10 กรกฎาคม)
จะเข้าใจ
จะเข้าใจว่า เหตุใด ช่อ พรรณิการ์ จึงแต่งชุดไทยล้านนา “กลิ่นกาสะลอง” พร้อมกับ เอื้อยศรีนวล และ เจ๊ธัญญ์วาริน
นี่คือ ความพยายามในการผลักดัน NEW NORMAL ให้มีพื้นที่
เพราะว่าเอื้อยศรีนวล ไม่เพียงแต่จะแต่งชุดไทยล้านนาได้อย่างน่ารัก หากแต่การอภิปรายด้วยการสอดแซมสำเนียง “จาวเหนือ” เข้าไป
แม้กระทั่ง นายชวน หลีกภัย ก็ยอมรับว่า “ไพเราะ”
ขณะเดียวกัน นิยามแห่ง NEW NORMAL ก็คือ การขยายขอบเขตการยอมรับในเรื่องบางเรื่องออกไป จากเดิมที่เรื่องนั้นเคยเป็นเรื่องไม่ปกติแต่ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่รับได้
นั่นก็คือ ความปกติที่เคยไม่ปกติ
พลันที่ชุดไทยล้านนา “กลิ่นกาสะลอง” ปรากฏขึ้นได้ก่อให้เกิดอาการ “ปะทะ” อย่างรุนแรง พลันที่สำเนียงของคนเมืองดังขึ้นในที่ประชุมได้ก่อให้เกิดอาการ “ปะทะ” อย่างรุนแรง
นายชวน หลีกภัย บอกว่าสำเนียงเพราะแต่เกรงจะเกิดปัญหา ความไม่เข้าใจ
ส.ส.ทั้งชายและหญิงจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ เน้นในเรื่องของกาลเทศะ เน้นในเรื่องความเป็นเอกภาพภายใต้ระเบียบเดียวกัน
ทุกคำพูดล้วนสะท้อน “จิตใต้สำนึก” ออกมา
เหมือนกับจะเป็นการยอมรับ แต่ก็มีท่าทีปฏิเสธ ต่อต้าน ทั้งๆ ที่ที่เรียกว่า “สากล” นั้นยืนยันถึงภาวะที่แปลกแยกจากลักษณะไทย
เสื้อนอกเป็นของไทยหรือ เนกไทเป็นของไทยหรือ
ถามว่าภาษาคนเมืองเป็นภาษาของไทยต่างด้าว ท้าวต่างแดนหรือ ถามว่าการแหลงใต้เป็นเรื่องของชาวต่างประเทศหรือ
วันนี้อาจ “ไม่ปกติ” แต่วันพรุ่งนี้อาจ “ปกติ”
นี่มิได้เป็นเรื่องไร้สาระ นี่มิได้เป็นเรื่องของการสร้างความขัดแย้ง ตรงกันข้าม การมองว่าไร้สาระต่างหากที่สำคัญ ตรงกันข้าม การมองว่ามิได้เป็นไทยต่างหากที่สำคัญ
ปฏิบัติการของ “อนาคตใหม่” ครั้งนี้แหลมคมอย่างยิ่ง
ที่เห็นว่าเป็นปัญหาเพราะว่าเพิ่งมีการหยิบยกและผลักดันขึ้นมาอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ดำรงอยู่ภายในความรู้สึกของแต่ละคนมาอย่างยาวนาน
อนาคตใหม่เพียงแต่เขย่า “ตะกอน” ที่นอนก้นให้พลุ่งโพลงขึ้นมาเท่านั้น

