การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา และให้สมาชิกทุกฝ่ายได้อภิปรายแสดงข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ผ่านพ้นไปแล้ว
มี 3 ประเด็นน่าสนใจ ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมดังกล่าว ที่สมควรบันทึกไว้
ประการแรก ถือเป็น ผลบวก ต่อรัฐบาล เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลือกจะมานั่งรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาเกือบตลอด
พล.อ.ประยุทธ์ พยายามพิสูจน์ตนเอง ว่าพร้อมปรับตัวมาสู่แนวทาง ประชาธิปไตย พร้อมจะถูกตรวจสอบถ่วงดุลโดยอำนาจนิติบัญญัติ และพร้อมรับฟังเสียงของผู้แทนราษฎร มากขึ้น
อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่เคยอยู่ในกองทัพมาทั้งชีวิต และเริ่มต้นบทเรียนทาง
การเมืองด้วยการใช้อำนาจผ่านระบบพิเศษ การพยายามปรับตัวที่ว่าดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ใช่บุคลากรฝ่ายรัฐบาล ซึ่งอภิปราย ชี้แจงปัญหา พูดจาโต้ตอบกับเพื่อนสมาชิก และ เล่นการเมืองในสภา ได้ดีและรู้เรื่องที่สุด
ทั้งยังมีอาการ นอตหลุด หรือ ปรี๊ดแตก เป็นระยะ เมื่อเจอลูกล่อลูกชนของฝ่ายค้าน
นายกรัฐมนตรีแสดงออกชัดเจนว่าท่าน ไม่ตลก เมื่อมีสมาชิกรัฐสภา หัวเราะเยาะ ใส่ท่าน
ต่อกรณีนี้ ด้านหนึ่ง ผู้นำประเทศควรต้องทำใจว่า เสียงหัวเราะ ถือเป็นยุทธวิธีในการต่อสู้กับอำนาจรูปแบบหนึ่ง
อีกด้าน พล.อ.ประยุทธ์อาจได้โอกาส เอาใจเขามาใส่ใจเรา และคิดทบทวนว่า บางที หลายๆ สิ่งที่ท่านเคยนึกว่าเป็นเรื่องตลก-การหยอกล้อ-อารมณ์ขัน ก็อาจ ไม่ตลก สำหรับใครหลายคนเช่นเดียวกัน
ประการถัดมา คือ การปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุมของ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา
การทำหน้าที่ของประธานชวนอาจไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังสามารถปรามเหล่าสมาชิกและควบคุมสภาไม่ให้วุ่นวายโกลาหลได้
ที่สำคัญ ประธานรัฐสภาอาจเป็นนักการเมืองรายเดียว ณ ขณะนี้ ที่สามารถเอ่ยปากตักเตือน-ดึงสติของนายกรัฐมนตรี ให้กลับเข้ารูปเข้ารอย
ตรงกันข้ามกับอดีตประธาน สนช. ซึ่งกลายสภาพเป็นจุดอ่อนให้ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล จ้องตีรวน-เตรียมลองของ ยามเมื่อได้ขึ้นนั่งบัลลังก์และคุมเกมไม่อยู่
ถ้าการเมืองไทยต้องสู้กันในสภาไปยาวๆ การปฏิบัติหน้าที่ของประธานวุฒิสภาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ในอนาคตมีความยุ่งเหยิง
ประการสุดท้าย คือ การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน
การแถลงนโยบายคราวนี้ ทำให้เราเห็นแนวทาง การทำงานการเมืองในสภา ที่หลากหลายขึ้น
รูปแบบแรก คือ การที่ ส.ส.มีประสบการณ์ จากพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้าน อื่นๆ ลุกขึ้นอภิปรายโดยพาดพิงนโยบายหลายๆ ด้าน ก่อนจะปิดฉากด้วยการซัดข้อกล่าวหาบางอย่างใส่รัฐบาลหรือบุคคลใน ครม.
รูปแบบถัดมา เห็นชัดจากบรรดา ส.ส.รุ่นใหม่ ของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีเพียง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ที่อภิปรายแนวนโยบายในภาพกว้าง พร้อมทั้ง โยนระเบิด เรื่องสถานภาพตามรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี
ทว่าผู้อภิปรายของอนาคตใหม่รายอื่นๆ กลับมาในแนวทาง 1 คน 1 ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งมุ่งโฟกัสนโยบายต่างประเทศ, การเกษตร, เศรษฐกิจมหภาค, คมนาคม, การศึกษา, แรงงาน-สวัสดิการสังคม และสิทธิมนุษยชน ฯลฯ เป็นเรื่องๆ ไป
ส่วนใหญ่ทำได้ดีจนน่าทึ่ง ด้วยการใส่ใจไปที่ชุดข้อมูล องค์ความรู้ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเป็นหลัก
อาทิ พรรณิการ์ วานิช, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ศิริกัญญา ตันสกุล, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ,
กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ, วรรณวิภา ไม้สน และ ณัฐวุฒิ บัวประทุม
แนวทางใหม่นี้ยังปรากฏกับการทำงานของ ส.ส.รุ่นใหม่ในพรรคอื่นด้วย
เช่น การอภิปรายของ จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่แสดงให้เห็นว่าทำการบ้านเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ-การเมืองระหว่างประเทศมาหนัก
กราฟความเข้มข้นของการเมืองในสภาคงจะพุ่งสูงขึ้น เมื่อวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เดินทางมาถึง

