หน้าแรก เด่นวันนี้ ย้อนอดีตตามรอ...

ย้อนอดีตตามรอยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม

2.08.19 | 15:37 น.

ได้มีพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2525 เวลา 14.00 น. ณ บ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า และเราต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งว่าทรัพยากรป่าไม้น้ำสำคัญต่อพวกเรามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำสารธารณะที่ให้ความชุ่มฉ่ำต่อแผ่นดิน และป่าไม้ต้องมีสัตว์เพื่อช่วยในการพยายพันธุ์ และสร้างความสมดุลของธรรมชาติ ส่วนสัตว์ป่านั้นก็ต้องมีแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย จึงกล่าวได้ว่ามนุษย์ ป่าไม้ และสัตว์ป่า มีความสัมพันธ์กันอย่างละเอียดลึกซึ้งอันไม่สามารถจะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดได้” จึงขอน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ในหลายวโรกาสและหลายพื้นที่ ดังนี้

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ พระองค์ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า มาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ และได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-20 ไร่เท่านั้น ท่านทรงห่วงปัญหานี้ และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ พระองค์จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการ ป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยาก ไม่มีอาชีพที่สุจริต ให้มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป โครงการป่ารักน้ำเริ่มทดลองครั้งแรกที่ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลและอำเภอส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลบนผืนดินที่พระองค์ท่านทรงซื้อและทรงเช่าพระราชทาน รวมทั้งพระราชทานเงินเดือนแก่ราษฎรผู้ยากจนที่เข้าโครงการนี้

วิธีการคือ พระองค์ได้ขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านได้แผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการป่ารักน้ำ ทรงเริ่มต้นด้วยการจัดหาที่ทางให้ชาวบ้านพักอาศัย หาอาชีพให้ มีการจัดสรรพื้นที่ให้คนละ 1-2 ไร่ ภายในพื้นที่ประกอบด้วยบ้าน มีที่ทำกินได้ปลูกพืชผัก และไม้ผลต่างๆ มีการเลี้ยงสัตว์จำพวก ไก่และเป็ด ส่วนหนึ่งเป็นผืนนารวม นอกนั้นเป็นพื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด โครงการส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็นทั้งผู้ปลูกและดูแลป่า ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักป่า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ชาวบ้านในพื้นที่ช่วยดูแลกันโดยทรงจ้างชาวบ้านเป็นรายเดือน และลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อชาวบ้านสามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง เมื่อได้ทรงริเริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว ยังได้พระราชทานนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้นอีก ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน มีความขยันขันแข็งและประพฤติดี ทรงสร้างบ้านให้อยู่อาศัย มีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท ในพื้นที่ภาคอีสานมีโครงการป่ารักน้ำตามพระราชดำริเพิ่มขึ้น เช่น บ้านป่ารักน้ำ ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ต.ม่วง อ.บ้านม่วง โครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ต.ปทุมวาปี อ.ส่องดาว ทั้งหมดอยู่ใน จ.สกลนคร

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560 สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้น้อมนำพระราชเสาวนีย์มาสู่การปฏิบัติด้วยการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (สสอ.) เพื่อให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยที่คนในชุมชนนั้นจะเป็นผู้ให้ความร่วมมือในการป้องกันและรักษาพื้นที่ป่า และหน่วยงานจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนในรูปของเงินอุดหนุนและข้อมูลทางวิชาการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สร้างเครือข่ายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนในชุมชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณป่าต้นน้ำ ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ 52 จังหวัด รวม 1,534 หมู่บ้าน ทั้งที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆ เขตป่าอนุรักษ์

รูปแบบของกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (สสอ.) คือกรมอุทยานฯ เป็นผู้ให้เงินอุดหนุนแก่ชุมชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ หรือบริเวณรอบป่าอนุรักษ์ ในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเองตามบริบทของพื้นที่ และความสามารถในการดำเนินงานของชุมชน โดยมีหน่วยงานภาคสนามด้านการอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำเป็นผู้ประสานงานทางวิชาการ และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ชุมชน โดยจะมีคณะกรรมการ สสอ.ของหมู่บ้าน ทำหน้าที่บริหารจัดการงบเงินอุดหนุนและเป็นแกนหลักในการดำเนินกิจกรรม สสอ.ของหมู่บ้าน ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม ได้แก่ 1.การพิทักษ์ป่าต้นน้ำ เช่น การลาดตระเวนดูแลรักษาป่า การกำหนดแนวเขตป่า ฯลฯ 2.การควบคุมไฟป่า เช่น ลาดตระเวนป้องกันไฟป่า, การทำแนวกันไฟ, สร้างหอดูไฟฯลฯ 3.การฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำ เช่น การปลูกหญ้าแฝก การก่อสร้างฝายต้นน้ำ การปลูกป่าเสริมบริเวณป่าชุมชน ป่าอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำ ฯลฯ 4.การจัดเวทีชาวบ้านเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการประชุมการดำเนินงาน การกำหนดกติกาของชุมชนหรือหมู่บ้าน จัดเวทีชาวบ้านของชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำของเครือข่าย ฯลฯ 5.การใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงอนุรักษ์โดยปรับพื้นที่ทำนาแบบขั้นบันได ฯลฯ 6.การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การทำระบบประปาภูเขา สำรวจจัดทำแผนที่จำลองสภาพภูมิประเทศ จัดฝึกอบรมจิตอาสา ศึกษาดูงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น

Advertisement

ด้วยพระราโชบายของพระองค์ท่านที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า ทำให้เหล่าพสกนิกรทั่วทุกพื้นที่น้อมนำพระราชปณิธานมาสานต่อ โดยการพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคให้เป็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้น มีการจัดพื้นที่แสดงพันธุ์ไม้นานาชนิด โดยขอพระราชทานพระราชานุญาตใช้พระนามของพระองค์ท่านเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และยังมีอีกหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ป่าอันเนื่องมาจากพระราโชบายดังกล่าว สมดังพระราชดำรัสของพระองค์อีก เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2525 ว่า “การจัดการให้คนอยู่กับป่าอยู่กันได้ โดยไม่มีราษฎรมีความคิดว่า ตรงนี้เป็นป่า ตรงนี้เป็นเขตบ้าน แต่ให้รู้สึกว่าเป็นป่าผืนเดียวกัน และรู้จักรักษาหวงแหน ป่าเสมือนเป็นสมบัติของตนเอง”

ความสำเร็จของโครงการ ป่ารักน้ำ นอกจากสามารถแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำ เป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าแล้ว ยังมีการส่งเสริมให้ประชากรในท้องถิ่นมีอาชีพทำมาหากิน เป็นการช่วยให้พสกนิกรของพระองค์ไม่ต้องออกไปทำอาชีพห่างไกลบ้านและครอบครัว พระราชดำริที่ทรงให้ปลูกป่า ให้ปลูกต้นไม้ จึงเสมือนการปลูกชีวิตของผู้คนในขณะเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มออกซิเจน เสมือนการปลูกอากาศที่ทุกคนได้สูดลมหายใจเข้าไปเพื่อต่อชีวิต

เมื่อ พ.ศ.2547 หน่วยโครงการพัฒนาป่าไม้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สวนป่าสิริกิติ์ที่ 9 (ขุนแม่แจ่ม) โดยมีหัวหน้าโครงการ ได้แก่ นายวัฒนา ลังกาฟ้า ตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ มีขอบเขตพื้นที่ครอบคลุม ต.แจ่มหลวง ต.แม่แดด อ.กัลยานิวัฒนา และบางส่วนของ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ 2.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร 3.ปลูกจิตสำนึกให้ราษฎรเกิดความหวงแหนต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ มีเป้าหมาย คือ 1.ขยายผลการดำเนินงานในรูปแบบของการประสานงานให้หน่วยราชการต่างๆ เข้าไปร่วมพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ และให้ชุมชนที่อยู่ในป่ามีส่วนร่วมในการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ออกไปครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแจ่ม และลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป 2.สนองพระราชดำริเรื่องป่ารักษ์น้ำของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้สามารถเป็นจริงได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำทั่วประเทศ 3.ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามควรแก่อัตภาพ โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนา และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ร่วมกัน และทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ดังนี้ 1.พัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริให้คนอยู่กับป่าไม้ โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ 2.วางแผนการพัฒนาและใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ 3.เสริมสร้างแนวคิดในการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยชุมชน และสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ ให้เป็นแกนนำในการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ 4.ปลูกฝังแนวทางและความร่วมมือในการดำเนินชีวิตของราษฎร ที่อยู่อาศัยในลุ่มน้ำทั้งตอนบนซึ่งเป็นป่าต้นน้ำและตอนล่าง 5.ยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรที่อยู่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำ ตามแนวพระราชดำริ 6.อนุรักษ์และพัฒนาป่าไม้ให้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารมากขึ้น 7.สนับสนุนให้ราษฎรได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 8.สนับสนุนให้ราษฎรมีความรู้ มีความเข้าใจ และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าไม้

จากวารสารขอนแก่นสารปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เดือนสิงหาคม 2548 คุณอาระยา นันทโพธิเดช สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 ได้เคยบันทึกไว้ ดังนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้มีพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ พ.ศ.2523 “เมืองไทยนี้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของกลุ่มไหน ไม่ใช่ของพวกไหน เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเอาใจใส่เมืองไทยทุกคน ดังจะเห็นได้ว่าทิ้งของตามถนน เป็นอันว่าถนนหลวงนี้มิใช่เป็นของใคร อันนี้ยังมีให้เห็นในกรุงเทพฯซึ่งไม่ถูกเลย ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ ต้องรู้จักคำว่า บ้านเมืองของเรา” พระราชกระแสรับสั่งนี้ทรงย้ำให้คนไทยทุกคนได้ตระหนักในความเป็นเจ้าของแผ่นดินไทย คนไทยควรรู้จักดูแลรักษาบ้านเมือง และแผ่นดินของเรา ให้เสมือนกับการดูแลรักษาบ้านเรือนของเราเองตั้งแต่การไม่ทิ้งขยะและของเสียออกในพื้นที่สาธารณะ พระองค์ทรงให้ความสำคัญที่ต้องสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง การสร้างความตระหนัก ซึ่งจะนำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม พระปรีชาของพระองค์ท่านในการวิเคราะห์ปัญหาและชี้แนะทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุนี้ ควรเป็นแนวปฏิบัติที่คนไทยพึงรับมาปฏิบัติเพื่อตอบแทนพระคุณของแผ่นดิน

ในจังหวัดขอนแก่นกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ตอนใต้ของจังหวัด น้ำท่วมริมแม่น้ำชี ขยะ-น้ำเสียในเมือง อากาศเสียและฝุ่นละอองบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมและย่านชุมชนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชน ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่เกิดจากการละเลยต่อการดูแล แต่ใช้ประโยชน์จากสาธารณสมบัติอย่างไม่ระวังต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาทิ การตัดไม้-ทำลายป่า การทิ้งขยะและของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง ถนน และที่สาธารณะ เป็นต้น

การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จะเกิดได้ถ้ามีความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ซึ่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 โดยการสนับสนุนของจังหวัดขอนแก่น ได้มีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนองกระแสพระราชดำรัส ดังนี้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีจุดเริ่มต้นในการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนของตน ในขณะเดียวกันมีธนาคารอาหารของชุมชนเป็นผลพลอยได้ การดูแลรักษาแหล่งน้ำ โดยกลุ่มเยาวชนรักษ์สายน้ำ และกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ ของชุมชนได้รายงานผลคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ต่อสาธารณชนและประสานความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหากับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เกิดการดูแลรักษาแม่น้ำซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม การจัดการขยะและน้ำเสีย โดยการเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดการขยะและน้ำเสีย โดยร่วมกับเทศบาลในการจัดการขยะครบวงจร การลดแยกขยะ การใช้ประโยชน์ของขยะในรูปแบบของปุ๋ยหมัก และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน และเยาวชนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของเรามิให้เสื่อมโทรมไปกว่าปัจจุบัน ตามที่ได้มีพระราชดำรัสอีกว่า “แม่น้ำนี้ไม่ใช่ของหลวง ไม่ใช่ของใคร แม่น้ำเป็นของเรา ทิ้งอะไรลงไปมากๆ ของเน่า ปลาตาย สัตว์น้ำตายหมด เพราะไม่มีออกซิเจน แล้วใครเป็นทุกข์ ก็คนไทยเป็นทุกข์”

สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา 12 สิงหาคม 2535 ได้พระราชทานการจัดสร้างสวนสาธารณะ ชื่อสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ใกล้บริเวณสวนจตุจักร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนกรุงเทพฯมีปอดขนาดใหญ่ สำหรับหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ เป็นแหล่งพักผ่อนและแหล่งเรียนรู้ ด้วยพื้นที่ 200 ไร่ มีพรรณไม้นานาชนิด ในปี พ.ศ.2559 สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ให้ร่วมมือกันจัดสร้างสวนสาธารณะในรูปแบบ “สวนน้ำ” ขึ้นภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์แห่งเดิม สวนป่ารักน้ำแห่งนี้มีจุดประสงค์เพื่อต้องการเน้นย้ำให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้และป่า แม้จะเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองกรุงที่มีจำนวนจำกัด แต่พันธกิจสำคัญก็คือ การปลูกป่าไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ทุกที่มีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ทั้งนั้น
พระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2546 เคยมีพระราชดำรัสว่า “ขอให้ทหารช่วยดูแลเรื่องป่าไม้และน้ำโดยเฉพาะ พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดและป่าเขาใหญ่ ขอให้ทหารและกรมป่าไม้ รวมทั้งส่วนราชการอื่นๆ ได้ปลูกฝังแนวคิดให้กับประชนที่อาศัยอยู่ในพื้น อยู่ร่วมกับป่า อย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยไม่เข้าไปรบกวนป่า ตลอดจนพัฒนาอาชีพให้กับประชาชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย” ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นได้จัดตั้งมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ระยอง ฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี และชลบุรี) ขึ้นมาดูแลจนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 16ปีแล้ว

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระผู้ทรงเป็นดวงประทีปและองค์ราชินูปถัมภ์ด้านการอนุรักษ์ มีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 “ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจที่ทรัพยากรต่างๆ ของเรายังคงอยู่ แต่พวกเราต้องใช้อย่างฉลาด เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ศึกษาวิจัย และนันทนาการ ประวัติศาสตร์จะต้องไม่จารึกไว้ว่า คนรุ่นเราคือผู้ทำลายป่าและสัตว์ป่าของเราจนหมดสิ้น สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของมรดกของแผ่นดิน และมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินได้ไม่น้อยไปกว่าเรา ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะเห็นพ้องกับข้าพเจ้า ในความห่วงใยและจุดประสงค์ที่จะปกป้องแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ อันเป็นมรดกที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ ปกป้องไว้ มิใช่เพียงเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่เพื่อลูกหลานของเรา และลูกหลานของเขาต่อๆ ไป”

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 นั้นมีมากมาย ไม่สามารถนับได้ครบถ้วน ส่วนโครงการป่ารักน้ำและโครงการพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า เป็นส่วนหนึ่งในหลายร้อยโครงการ ที่ทำให้พสกนิกรได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะอยู่ในใจของชาวไทยไปอีกนานแสนนาน สมดังพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในหลายๆ โอกาสว่า “ป่ามั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง สังคมยั่งยืน”

ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า

พลโท ดร.ทวี แจ่มจำรัส
ข้าราชการบำนาญ/อาจารย์สาขาการบริหารการพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา