รณรงค์หนุนส่ง รัฐบาลประชาธิปัตย์ แก้รัฐธรรมนูญ
เหตุใดขบวนการแคมเปญ “จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” จึงให้ความสนใจไปยัง 1 พรรค ประชาธิปัตย์ 1 ภาคประชาสังคม 1 ปัญญาชน นักวิชาการ
1 ส่วนหลังแจ่มชัด
แจ่มชัดว่าหากเป็นภาคประชาสังคมก็ต้องสัมพันธ์และแนบแน่นอยู่กับประชาชน อยู่กับสังคม
เหมือนเลือดกับเนื้อ เหมือนปลากับน้ำ
แจ่มชัดว่าหากเป็นปัญญาชน นักวิชาการ ก็ประกอบส่วนจาก 3 ส่วน
ส่วนหนึ่ง อยู่บนหอคอยงาช้าง ศึกษาค้นคว้าตำรา ส่วนหนึ่ง อยู่กับนิสิต นักศึกษา และส่วนหนึ่งต้องไม่แยกห่างจากประโยชน์ของประชาชน
ถามว่าแล้วเหตุใดจึงต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์
คำตอบไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เพราะเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์คือ ต้องการเอา “ประชาธิปไตยสุจริต” เข้าแทนที่ “ประชาธิปไตยวิปริต”
และ “ประชาธิปไตยวิปริต” สัมผัสได้จาก “รัฐธรรมนูญ”
เด่นชัดเป็นอย่างยิ่งว่าพันธมิตรในแนวร่วม 7 พรรคฝ่ายค้านต้องการอาศัย “มือ” จากพรรคอนาคตใหม่ยื่นไปยังพรรคประชาธิปัตย์
อย่างน้อย นายกษิต ภิรมย์ ก็เคยเป็นสมาชิก
อย่างน้อย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เมื่อสไลด์จากการเป็นกรรมการการเลือกตั้งก็เข้าไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์
แจ่มแจ้งใน “ประชาธิปัตย์” ทั้ง “จิตวิญญาณ”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่าเงื่อนไขสำคัญ 1 ใน 3 ก่อนพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือความต้องการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หากไม่มีการตอบรับก็จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล
รัฐบาลโดยพรรคพลังประชารัฐไม่เพียงแต่จะตอบรับ หากที่สำคัญยังบรรจุไว้ในนโยบาย “เร่งด่วน” ของรัฐบาล
นั่นก็คือ จะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี
การขยับของขบวนการ “จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” ในความเป็นจริงจึงเท่ากับเป็นการสนองต่อ
1 รัฐบาล และ 1 พรรคประชาธิปัตย์
เป็นการหนุนเสริมและสร้างกำลังใจอย่างใหญ่หลวงให้กับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อแปรนามธรรมแห่งนโยบายให้กลายเป็นรูปธรรมทางการปฏิบัติ
เท่ากับเป็นการร่วมด้วยช่วยกัน
ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่งของการทำแคมเปญโดยเริ่มต้นจากวันที่ 4 สิงหาคม คือการรณรงค์ในขอบเขตทั่วประเทศ
สร้างข้อตกลงร่วมกับ “ประชาชน”
อาศัยพลังของประชาชนเข้ามาเป็นกำลังให้กับ 7 พรรคการเมืองในการสื่อและส่งสารไปยังรัฐบาลถึงความต้องการ
เหมือนกับที่เคยกระทำมาแล้วต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
หากถือตามบรรทัดฐานที่รัฐบาลแถลงนโยบายผ่านที่ประชุมรัฐสภา นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี
นี่คือ สัญญาประชาคม
เป็นสัญญาประชาคมที่ภายในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะต้องมีส่วนในการขับเคลื่อน เป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนจะต้องติดตาม
จากเดือนกรกฎาคม 2562 ถึงเดือน กรกฎาคม 2563

