สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผลสำรวจความเห็นของประชาชน ซึ่งบ่งชี้อุณหภูมิและอาการทางการเมืองภายในสังคมไทยขณะนี้ได้ดี ถูกเผยแพร่ออกมาติดๆ กัน สองฉบับ
เริ่มจากฉบับแรก คือ “สวนดุสิตโพล” ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นหัวข้อ “ประชาชนคิดอย่างไร? กรณีฝ่ายค้านยื่นซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ระหว่างวันที่ 21-24 สิงหาคม
คำถามสำคัญของการสำรวจ คือ “ประชาชนคิดว่าฝ่ายค้านมีเหตุผลเพียงพอต่อการยื่นซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ กรณีการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนหรือไม่?”
เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 77.20 ของประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,184 ราย ตอบว่า “มีเหตุผลเพียงพอ”
เช่นเดียวกับที่ผู้แสดงความเห็นร้อยละ 66.72 เห็นด้วยที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกนายกรัฐมนตรีในประเด็นดังกล่าว
ทั้งหมดนำไปสู่ผลลัพธ์ของคำถาม-คำตอบข้อสุดท้าย
คำถาม คือ “ประชาชนคิดว่าการซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างไร?”
ประชาชนผู้แสดงความคิดเห็นร้อยละ 62.14 ชี้ว่า การอภิปรายจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลลดลง
ทั้งนี้ แม้ผู้ตอบคำถามต่อ “สวนดุสิตโพล” ร้อยละ 40.79 จะยังมองว่าการยื่นซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ เป็น “เกมการเมือง” (ขณะที่ร้อยละ 34.97 มองว่า “ไม่เป็นเกมการเมือง”)
อย่างไรก็ตาม “เกมการเมือง” ดังกล่าวนั้นมีความถูกต้องชอบธรรมในสายตาประชาชน อีกทั้งยังสะท้อนถึงดัชนีความเชื่อมั่นอันคลอนแคลนของ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ที่ดำรงอยู่จริง
โดยมิได้ถูกประเมินว่าเป็น “เกมการเมือง” ที่สกปรกและดำเนินไปนอกกฎกติกา
เวลาใกล้เคียงกัน “นิด้าโพล” ก็สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การเข้าพรรคและย้ายขั้วทางการเมือง” จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,259 คน ระหว่าง
21-22 สิงหาคม
ประเด็นไฮไลต์นั้นอยู่ที่การสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ต่อการเข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
พบว่าผู้ให้คำตอบกลุ่มใหญ่สุด จำนวนร้อยละ 48.69 “ไม่เห็นด้วย” กับความเคลื่อนไหวดังกล่าว
โดยพวกเขามีทัศนคติต่อรองนายกฯ ว่า “ยังไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน
ควรวางมือ ปล่อยให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารแทน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว”
เมื่อสอบถามผู้แสดงความเห็น ต่อกรณีหาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคน จะย้ายขั้วไปสนับสนุนรัฐบาล
ร้อยละ 53.14 ก็ “ไม่เห็นด้วย” โดยให้เหตุผลว่า ส.ส.กลุ่มนั้น “ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว และที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ก็เพราะสังกัดพรรคเพื่อไทย
จึงไม่ควรย้ายพรรค”
คล้ายคลึงกับกรณี หาก ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 4 คน จะย้ายขั้วไปสนับสนุนรัฐบาล
ซึ่งผู้ตอบคำถามร้อยละ 49.80 “ไม่เห็นด้วย” และเห็นว่าการกระทำเช่นนั้น “ไม่ยึดอุดมการณ์ของพรรค ไม่มีจุดยืน และผิดสัจจะจากที่หาเสียงไว้”
ตรงกันข้ามกับความคิดเห็นต่อกรณี นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ย้ายขั้วไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ
ซึ่งผู้แสดงความเห็นร้อยละ 50.52 “เห็นด้วย” เพราะมองว่า “จะได้มี ส.ส.ฝ่ายค้านเพิ่มขึ้น มีจุดยืนเป็นของตนเอง และเพื่อเข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล”
แม้ลักษณะคำถามจะผิดแผกจาก “สวนดุสิตโพล” แต่ความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างที่ปรากฏผ่าน “นิด้าโพล” ก็บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ไม่ต่างกัน
นั่นคือ มีประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล ไม่สนับสนุนวิธีการเสริมสร้างเสถียรภาพ/การเพิ่มจำนวนเสียง ส.ส. ของรัฐบาล แต่ต้องการให้การตรวจสอบรัฐบาลดำเนินไปอย่างเข้มแข็งเข้มข้นยิ่งขึ้น
ผลโพลสองสำนักบ่งชี้ว่าไม่มี “ช่วงเวลาฮันนีมูน” สำหรับรัฐบาลชุดนี้

