สังคมไทยถือได้ว่าเป็นสังคมที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ถูก “ต่อว่า” เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแปรปรวนต่อสังคมไทยมากที่สุดคือความเป็นโลกาภิวัตน์ (Globality) แต่ถ้าหากพินิจให้ครบถ้วนแล้วความแปรปรวนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากผู้คนในรัฐชาติเป็นหลักนั่นเอง
สังคมไทยกับความแปรปรวน
1.ฐานคิดเชิงวิทยาศาสตร์ขาดการบูรณาการ ข้อความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มีการผนวกรวมกับทางด้านสังคมศาสตร์ค่อนข้างน้อย และมีลักษณะ “กระจัดกระจายศาสตร์” ยังมีคนในรัฐชาติจำนวนมากที่มีความเชื่อในมิติลี้ลับ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงแค่เป็นทางผ่านของผัสสะและการรับรู้เท่านั้น
2.การศึกษาที่จัดให้ผู้คนในรัฐชาติเน้นการศึกษาเพื่อวิชาการ แต่ขาดการเอาชีวิตเชิงสังคมมาถอดรหัสบทเรียน ดังนั้นการศึกษาในทุกระดับจำเป็นต้องมีการอยู่บนพื้นฐานว่า เรียนไปแล้วได้อะไร พร้อมที่จะดำรงชีวิตที่ดีงามได้หรือไม่ ทั้งนี้รัฐต้องตระหนักว่าการศึกษาคือผลรวมของการพัฒนารัฐชาติ
3.นักการเมืองบางกลุ่มยังมีลักษณะเป็นเพียงผู้ที่ได้รับศรัทธาจากประชาชนหาได้มีคุณสมบัติว่าเป็น “คนเพื่อประชาชน” ที่แท้จริง การทำงานที่มีลักษณะ “การมอบความสุข” ให้กับประชาชนบางครั้งยังมีลักษณะผิวเผินและขาดการใส่ใจและให้ใจอย่างจริงจัง
4.นักการวิชาการรุ่นใหม่มีความหวาดกลัวในการใช้ความรู้ที่แท้จริงเพื่อการพัฒนา ความรู้เชิงสหวิทยาการสมัยใหม่บางครั้งไม่ได้ถูกนำมาถ่ายทอดต่อสาธารณวิทยาเพราะถูกครอบงำด้วยวาทกรรมเชิงอำนาจที่เรียกว่า “อาวุโส”
5.ประชาชนเล็งเห็นประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าประโยชน์ระยะยาว การมองถึงอนาคตที่ส่งผลตามมาในระยะไกลนั้น ยังขาดความเข้าใจที่แจ่มชัด ประโยชน์ที่ได้รับแบบเฉียบพลันในการสงเคราะห์และเยียวยาถือว่าเป็นสิ่งดีงาม ด้วยเหตุประโยชน์ระยะสั้นอาจจะนำมาซึ่งระทมทุกข์ที่ยาวนานต่อไป
6.สื่อเทคโนโลยีภาพรวมเป็นการสร้างวาทกรรมที่เท่าเทียมกับรัฐชาติอื่นแต่ปราศจากศักยภาพที่แท้จริง สื่อเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือการพัฒนาการเรียนรู้บางครั้งยังไม่ได้มาตรฐานสากล การจัดหาสื่อเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่กับประโยชน์ใช้สอยยังขาดความสมดุลเชิงหลักตรรกะและเหตุผล
7.ระบบสังคมเชิงกัลยาณมิตรถูกกัดเซาะด้วยลัทธิเอาเปรียบนิยม ลัทธิอำนาจนิยมและลัทธิอาวุโสนิยม กล่าวคือ ผู้ที่มีกำลังที่เหนือกว่ามักเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้ผู้คนในรัฐชาติยังให้การ “บูชา” อำนาจอีกด้วยถึงแม้บางครั้งรู้ว่าอำนาจนั้นไม่ถูกต้องแต่ก็มีสภาวะที่สมยอมโดยเจตนา ส่วนลัทธิอาวุโสนิยมนั้นส่วนมากจะเกิดขึ้นกับองค์กรของรัฐมากกว่าองค์กรเอกชน วาทกรรม “อาบน้ำร้อนมาก่อน” ดูเหมือนจะเป็นที่เกรงขามต่อผู้ที่มาใหม่ (New Comers) ฉะนั้นการปรับรื้อทางสังคมที่ดีงามตามครรลองคือการเคารพศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน การบ่มเพาะและที่สำคัญต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มี “พื้นที่” มากขึ้นด้วย
8.ความเป็นอารยะเชิงวัฒนธรรมขาดการบ่มเพาะจากสถาบันครอบครัวที่เป็นพื้นฐาน ขนบจารีตและวัฒนธรรมที่งดงามถูกเผาผลาญด้วยวัฒนธรรมต่างชาติและที่สำคัญอากัปกิริยาของสถาบันครอบครัวและสถาบันทางสังคมอื่นๆ ไม่ได้มีการพยุงช่วยกันกล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างผลักภาระให้กันและกัน ซ้ำร้ายเมื่อเกิดปัญหาขึ้นไม่ได้มีมาตรการหรือมีความคิดสร้างสรรค์ร่วม (Collective creation) เพื่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ภาพที่เกิดขึ้นจึงลักษณะ “ต่างวาระต่างกรรม” แต่ทั้งนี้มันคือกรรมร่วมต่างหาก
9.การเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษายังมีลักษณะ “เพียงแค่เอาตัวรอด” การเข้าถึงความรู้ที่ใช้กับชีวิตจริงในอนาคตบางครั้งยังไม่ชัดเจน ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีแหล่งเรียนรู้มากมายแต่ยังพบว่าการสืบเสาะหาข้อความรู้จากแหล่งต่างๆ นั้นเป็นเพียง “การเรียนรู้แบบชั่วคราว (Accidental Learning)” เสียมากกว่า จึงทำให้ไม่สามารถถักทอเส้นทางของความรู้ที่เป็นจริงในอนาคตได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนในรัฐชาติต้องมีลักษณะประการแรกคือ การใฝ่รู้แบบจริงจังและต่อเนื่องก็จะเป็นการสร้างลักษณะการเรียนรู้ที่คงทน (Permanent Learning)ได้
10.ความจรรโลงใจทางศีลธรรมของผู้คนมีความบอบช้ำมากขึ้น มิใช่ว่าสังคมไทยศีลธรรมเสื่อมหรือถดถอยลง หากเป็นเพราะศีลธรรมที่มาจาก “ตัวแบบ” ต่างๆ ในสังคมนั้นไม่น่าเคารพและไม่น่าศรัทธาเสียมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นศีลธรรมที่งดงามบางครั้งถูก “ตีความ” และใช้นำมาเป็นแบบแผนชีวิตของคนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกต้องตามหลักของศีลธรรมที่ถูกต้องและที่ควรเป็นต่างหาก
11.ความรับผิดชอบในฐานะเป็นพลเมืองของรัฐชาติลดลง ผู้คนเริ่มมีความรู้สึกนึกคิดในการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ขาดการไตร่ตรองวิจารณญาณให้รอบคอบ มีลักษณะเฉยเมย (Indifference) ต่อสังคมรอบด้าน ภาพหนึ่งที่ค่อนข้างเห็นชัดมากขึ้นกับความแปรปรวนของสังคมไทยคือ “ฉันจะอยู่และมีลักษณะของฉันอย่างนี้แบบนี้ ใครจะทำไม”
ตามความเป็นจริงแล้ว สังคมไทยมีความหลากหลายในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ แนวคิด ภูมิลำเนาประสบการณ์และการเรียนรู้รวมทั้งการปฏิบัติตนในสังคม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นของความแปรปรวนแต่อย่างใด ความแปรปรวนทั้งหลายที่เกิดนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการไม่รู้จริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ “คนที่เป็นตัวแบบ” ในสังคมต้องไม่สร้างความแปรปรวน (Impermanent) สุดท้ายการลอกเลียนที่ดีงามย่อมเกิดขึ้นกับสังคม และที่แน่ๆ ความมึนงงที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยก็คงจะทุเลาลงไปในที่สุด
ธงชัย สมบูรณ์

