ทั่วโลกยอมรับว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด เพราะเป็นรายการที่ใหญ่ที่สุดของงบประมาณ มีการประเมินว่าคิดเป็นร้อยละ 10-30 ของเงินลงทุนทั้งหมด สำหรับประเทศไทยมีงบลงทุนโดยเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1 ล้านล้านบาท
แม้ทุกรัฐบาลจะมีนโยบายและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ก็มักไม่ค่อยได้ผล แต่ก็มีความพยายามที่จะหาวิธีการอุดช่องโหว่ให้ได้มากที่สุด
เครื่องมือล่าสุดที่มีการนำมาใช้นั่นคือ โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) กับ โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐหรือ (Construction Sector Transparency Initiative : CoST)
ทั้ง IP และ CoST มี พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 สนับสุนนให้เกิดารปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเกิดประสิทธิผล
สำหรับ “IP” หรือข้อตกลงคุณธรรม เป็นเครื่องมือที่พัฒนาโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Tranparency International) โดย ครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 ให้นำข้อตกลงคุณธรรมนี้มาใช้ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส และการแข่งขันที่เป็นธรรม ป้องกันการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่าโครงการตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป
โครงการที่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการจัดซื้อเครื่องจักรใหม่ของโรงงานยาสูบ เพื่อไปติดตั้ง ณ โรงงานยาสูบแห่งใหม่ ณ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจัดซื้อเครื่องจักรใหม่ได้ในราคา 5,906.30 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง 8,160.41 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณไปได้ 2,254.1 ล้านบาท คิดเป็น 27.62% ของงบประมาณจัดซื้อ
ส่วน “CoST” หรือความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐหรือ (Construction Sector Transparency Initiative) เป็นเครื่องมือเพิ่มความโปร่งใสในงานก่อสร้างภาครัฐ ริเริ่มโดย Department for International Development ของประเทศอังกฤษ ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารโลก และรัฐบาลไทยเป็นสมาชิก CoST International เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557
สำหรับประเทศไทยใช้ “CoST” เพื่อสร้างความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างภาครัฐที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยวางระบบให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลโครงการแก่สาธารณชนตลอดระยะเวลาดำเนินงาน และมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง โดยคณะทำงานตรวจสอบข้อมูล (Assurance Team)
โครงการที่ประสบความสำเร็จ อาทิ โครงการงานก่อสร้างสะพานข้ามแยกนิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน/อีสเทิร์นซีบอร์ด/อมตะซิตี้ และแยกปากร่วม จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นการขยายเส้นทางจากเดิม 6 ช่องจราจรเป็น 8-12 ช่องจราจร พร้อมทำสะพานข้ามแยก มูลค่าสัญญารวม 3,465,645,159 บาท ราคากลาง 3,896,288,547.96 บาท การทำโครงการโดยนำ CoST มาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล ทำให้ประหยัดงบได้ 430,643,388.96 หรือ11.05%
ญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง เผยว่า กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานกำกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของประเทศ ผลักดันการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ ในการป้องกันการทุจริต ด้วยการใช้ IP และ CoST มาตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าทั้งสองเครื่องมือสามารถป้องกันคอร์รัปชั่นได้ ช่วยประหยัดงบประมาณจำนวน 83,138 ล้านบาท มาจากการใช้ IP จำนวน 74,893 ล้านบาท
คิดเป็น 30.40% ของงบประมาณโครงการที่ดำเนินการจัดหา และจาก CoST อีก 8,245 ล้านบาท หรือประหยัดจากวงเงินงบประมาณ 20.53%
ทั้งนี้ โครงการที่ใช้ IP มี 104 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 1,798,445 ล้านบาท มีโครงการที่จัดหาได้แล้ว 51 โครงการ และงบประมาณของโครงการที่ดำเนินการจัดหาแล้ว 240,000 ล้านบาท มูลค่าสัญญา 170,000 ล้านบาท
ขณะที่โครงการก่อสร้างที่เข้าร่วม CoST มี 253 โครงการ วงเงินงบประมาณกว่า 110,000 ล้านบาท โดยมีการเปิดเผยข้อมูลบนระบบ CoST แล้ว 235 โครงการ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแล้วเสร็จ 220 โครงการในระยะต่อไป สำหรับ IP ซึ่งดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 นั้น จะขยายโครงการให้มีจำนวนมากขึ้นและครอบคลุมงานจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภท
“ขณะที่โครงการ CoST เพื่อให้เกิดความยั่งยืนจึงได้ผลักดันให้ดำเนินการภายใต้พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เช่นเดียวกับ IP โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์และเตรียมจัดทำประกาศ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2563” ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลางระบุ
ด้าน วิชัย อัศรัสกร รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เสริมว่า หากนับจำนวนโครงการที่ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแล้วคาดว่าภายในสิ้นปี 2562 นี้ การประหยัดงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ใช้สองเครื่องมือนี้จะสูงถึง 142,769 ล้านบาท มาจากโครงการ IP จะประหยัดงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 97,013 ล้านบาท หรือ 27.06% ของงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่ดำเนินการจัดหาได้แล้ว 358,448 ล้านบาท จำนวน 62 โครงการ นอกจากนั้น ยังมีโครงการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถประหยัดงบประมาณ 37,457 ล้านบาท
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลขประหยัดงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงหลักแสนล้านบาท แต่เป็นการสร้างผลทางสังคมซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อาสาสมัครเข้ามาทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์รวม 230 คน
ที่สำคัญ ทั้ง IP และ CoST ทำให้ข้าราชการที่สุจริตสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีที่ยืนในสังคม เพราะเป็นกระบวนปกป้องไม่ให้มีการใช้อิทธิพลกับข้าราชการ เท่ากับช่วยป้องกันการทุจริตในระบบราชการ
“องค์กรจึงตั้งเป้าหมายที่จะขยายผลด้วยการนำข้อตกลงคุณธรรรมไปใช้ในโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และโครงการสัมปทานขนาดใหญ่ของรัฐ สำหรับโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและมีความเสี่ยงเรื่องความโปร่งใส ซึ่งอาศัย พ.ร.บ.การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน พ.ศ.2562 ในการดำเนินงาน” รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) สรุป
ทั้งนี้ IP และ CoST เป็นกลไกป้องกันคอร์รัปชั่นที่ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก จึงมีองค์กรระหว่างประเทศให้การสนับสนุนประเทศไทยทั้งองค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และ CoST International รวมถึงสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงสนับสนุนงบประมาณ
เรโนลด์ เมเยอร์ ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย ระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐนั้นเป็นเรื่องการใช้เงินภาษีของประชาชนดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้เกิดความสูญเสียที่ผ่านมามีการประมาณตัวเลขว่ามีความสูญเสียจากการทุจริตของไทยอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้ประมาณ 1,550 บาทต่อหัวในโครงการเบี้ยยังชีพผู้สุงอายุ 9 ล้านคน หรือให้เงินสนับสนุนเด็กวัยเรียนได้อีกประมาณ 4 ล้านคน หรือเพิ่มงบประมาณได้อีก 50% สำหรับประชาชน 48 ล้านคน ที่อยู่ในโครงการบัตรประกันสุขภาพแห่งชาติถ้วนหน้า
“การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การมีผู้ตรวจการอิสระเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ก็จะช่วยได้อีกทาง ซึ่งทาง UNDP พร้อมจะสนับสนุนไทยในเรื่องเหล่านี้ หากประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ จะส่งผลทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ” ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทยสรุป

