Circular Economy โดย พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์

19.09.19 | 16:19 น.

ใครเคยเห็นภาพการ์ตูนญี่ปุ่นของนักวาดการ์ตูนชื่อ High MoonŽ บ้างไหม เป็นภาพการ์ตูนน่ารักแต่มีความหมายที่สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะปัญหาการจัดการขยะ พอรู้ว่าตัวจริงของ High MoonŽ เป็นใคร เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมการณ์ตูนของเขาจึงได้ลึกซึ้งมากขนาดนี้ High MoonŽ ก็คือ ศาสตราจารย์ฮิโรชิ ทากัตซึกิ แห่งมหาวิทยาลัยประจำจังหวัดอิชิกาวา แล้วท่านยังเป็นศาสตราจารย์กิติคุณของมหาวิทยาลัยเกียวโตอีกด้วย

มีอยู่ภาพหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะนำเสนอในครั้งนี้ เป็นภาพการ์ตูนที่ High MoonŽ เขียนไว้ในเดือนมกราคม 2004 หรือเมื่อ 15 ปีแล้ว ในภาพเป็นเวทีที่มีกรรมการจากภาครัฐและจากภาคประชาชนนั่งรับฟังผู้ผลิตสินค้าที่ยืนอยู่กลางวงเพื่อนำเสนอสินค้าที่ต้องการผลิตซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างๆ ใต้ภาพนี้ High MoonŽ บรรยายไว้ว่า จากนี้ไปผู้ผลิตจะต้องชี้แจงว่าสินค้าที่จะผลิต เมื่อใช้แล้ว จะเอาไปใช้ซ้ำได้อย่างไร เอาไปรีไซเคิลด้วยวิธีใด และสุดท้ายจะกำจัดซากสินค้านี้อย่างไรŽ การ์ตูนภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า มันไม่ใช่เพียงรัฐและชาวบ้านที่ต้องรับผิดชอบกับปัญหาขยะ ด้วยกระบวนการ 3R เพื่อลดปริมาณขยะ ใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่ เพราะกระบวนการ 3R เป็นเพียงขั้นตอนสำหรับการแก้ปัญหาที่ปลายทาง แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องย้อนกลับไปให้ถึงต้นทางก็คือผู้ผลิตสินค้าที่ต้องรับผิดชอบตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุหรือวัตถุดิบ ตลอดจนกระบวนการผลิตเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่และสุดท้ายให้เหลือเป็นขยะที่ต้องกำจัดน้อยที่สุดหรือกระทั่งไม่เหลือเลยที่เรียกกันว่า Zero Waste แนวคิดที่ภาพการ์ตูนนี้สะท้อนไว้ก็คือความหมายของ Circular Economy นั่นเอง

ย้อนเวลาไปครึ่งศตวรรษ ในปี 1966 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ Kenneth Boulding ได้นำเสนอบทความชื่อว่า The Economics of the Coming Spaceship EarthŽ นำเสนอแบบจำลอง (Model) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติไปผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคแล้วปล่อยของเสียทั้งขยะ น้ำเสียและมลพิษทางอากาศสู่ระบบนิเวศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบนี้ Boulding เรียกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเปิด (Open Economy)Ž ระบบนี้จะนำไปสู่ความล้มสลายของโลก ดังนั้นเพื่อความยั่งยืน Boulding ได้เสนอแบบจำลอง ระบบเศรษฐกิจแบบปิด (Closed Economy)Ž ที่สมมุติว่าโลกนี้เหมือนยานอวกาศที่มีทรัพยากรจำกัด การอยู่รอดของมนุษย์ในยานนี้ มนุษย์ก็ต้องสร้างความสมดุลที่สามารถหมุนเวียนทรัพยากรและไม่ปลดปล่อยของเสียให้เกิดผลกระทบ แบบจำลองนี้เป็นที่มาของ Circular Economy ซึ่งในเวลานั้นคำนี้ยังไม่ถูก
บัญญัติขึ้น

จะเห็นได้ว่า สองปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบเปิด (ต่อมาเรียกว่า Linear Economy เพื่อให้ตรงข้ามกับ Circular Economy) ต้องถูกแทนที่โดย Circular Economy ก็คือความขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า กับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลจากการทิ้งของเสียของกระบวนการผลิตและการบริโภคของสังคม ดังนั้น Circular Economy จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปี 1966 ประเทศไทยกำลังพัฒนาไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในเวลานั้นต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าที่สำคัญได้แก่ ข้าว ยาง ดีบุกและไม้สัก ส่วนอุตสาหกรรมเพิ่งอยู่ในขั้นวางรากฐาน โดยรัฐเน้นอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป สิ่งทอ กระดาษ อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยและซีเมนต์ รูปแบบการผลิตในเวลานั้นก็คือระบบเศรษฐกิจแบบเปิดตามนิยามของ Boulding หรือ Linear Economy

Advertisement

เวลานี้เราอยู่ในห้วงเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ที่กำหนดแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายของการพัฒนาที่ยังยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) แม้ว่าในแผนพัฒนาฉบับนี้ยังไม่กล่าวถึง Circular Economy แต่ก็เชื่อได้ว่าหลังจากนี้ไปรัฐจะกำหนดแนวทาง Circular Economy ของประเทศ โดยเฉพาะสำหรับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

แค่ช่วงเวลาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณครึ่งศตวรรษ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ จากประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีรายได้หลักจากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นประเทศที่กำลังเผชิญกับสภาวะแปรปรวนทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ขาดแคลนทรัพยากร และปกคลุมไปด้วยมลภาวะจากของเสียซึ่งล้วนเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจเส้นตรงที่ผ่านมา และในไม่ช้าเราก็ต้องเข้าสู่ Circular Economy อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนี้เอง เราจึงได้เห็นหน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมเอกชนออกมาแสดงวิสัยทัศน์ในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่กำลังจะมาถึงมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับชาวบ้านแล้ว กิจกรรมในชีวิตประจำวัน การประหยัดน้ำใช้ ประหยัดพลังงาน ลดการใช้หลอดและถุงพลาสติก ลดปริมาณขยะเศษอาหาร ช่วยดูแลต้นไม้และพื้นที่สีเขียว ไม่ซื้อ ไม่ใช้สินค้าที่ผลิตโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราก็เป็นส่วนหนึ่งของ Circular Economy แล้ว แต่ถ้าจะให้ครบรอบวงจริงๆ เราต้องทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ตื่นตัว (Active Citizen) ผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการผลิต

ย้อนกลับไปดูภาพการ์ตูนของ High MoonŽ ที่มีกรรมการจากภาครัฐและภาคประชาชนกำลังซักถามผู้ผลิต ภาพนี้เตือนสติเราว่า Circular Economy ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากประชาชนไม่ตื่นตัวและภาครัฐไม่ทำหน้าที่กำกับดูแลผู้ผลิตสินค้าอย่างเข้มแข็ง แล้ว Circular Economy ก็จะเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อสร้างภาพพจน์ขององค์กร ของหน่วยงานให้ดูทันสมัยเท่านั้น

ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมอิสระ