สถานีคิดเลขที่ 12 : จบไม่ลง

23.10.19 | 11:19 น.

ถ้าใครพูดคุยถึงการไปเที่ยวฮ่องกงตอนนี้ เชื่อได้ว่าจะมีเสียงท้วงขึ้นมาว่าให้รอก่อน เพราะการประท้วงยังไม่จบ

ดิ อีโคโนมิสต์รายงานว่า ตัวเลขการท่องเที่ยวของฮ่องกงเมื่อเดือนสิงหาคม ฮวบหายไปถึงร้อยละ 40 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จาก 5.9 ล้านคน ลดลงเหลือ 3.6 ล้านคน เป็นระดับลดลงหนักที่สุดนับจากวิกฤตโรคซาร์สระบาดเมื่อปี 2546

ธุรกิจโรงแรมฮ่องกงก็กระอัก อัตราเข้าพักลดต่ำลงมาก จากเดิมที่มีอัตราเข้าพักสูงกว่าร้อยละ 90 ตอนนี้ก็ลดลงต่ำกว่า 50

ตอนที่ฮ่องกงเกิดการชุมนุมประท้วงใหม่ๆ เมื่อเดือนมิถุนายน ทั้งผู้เข้าร่วม ตำรวจ รวมถึงผู้ติดตามข่าว อาจไม่คิดว่าจะลากยาวมาจนถึงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 20 แล้ว

เหตุการณ์ “จบไม่ลง” เหล่านี้ดูจะเป็นตัวอย่างว่า โลกเรามีอะไรอีกมากที่ไม่ได้จบได้ง่ายๆ เพราะการอยู่รวมเป็นสังคมนั้นต้องอาศัยฉันทามติ มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้าเส้นทางสื่อสารขาดจากกัน เรื่องนั้นๆ จะจบยาก

Advertisement

กรณีของฮ่องกง เป็นตัวอย่างว่าถ้ารัฐบาลรับมือไม่ดีตั้งแต่แรกแล้วจะต้องพบกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากและยืดเยื้อ

เมื่อมองย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน อดคิดไม่ได้ว่าถ้ารัฐบาลยอมถอนร่างกฎหมายที่เป็นปัญหา (ร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้จีน) ตั้งแต่แรก เหตุการณ์จะบานปลายมาถึงขณะนี้หรือไม่

ตำรวจจะต้องจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎหมายต่างๆ เกือบ 2,400 คนแล้วหรือไม่ มีคนบาดเจ็บมากมายแบบนี้หรือไม่

รายงานสัปดาห์นี้ของเซาท์ไชน่า มอร์นิง โพสต์ สื่อมวลชนของฮ่องกง ไปถามแหล่งข่าวรัฐบาลฮ่องกง และได้ข้อมูลมาว่า รัฐบาลจีนยังคงไม่มีทีท่าจะผ่อนปรนหรือรับฟังข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงให้ปฏิรูปการเมือง ดังนั้นเป็นไปได้ที่เหตุวุ่นวายกลางเมืองนี้จะยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งปีหน้า (2563)

ส่วนจะจบแบบใดและอย่างไรเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ออก

เงื่อนไขที่ผู้ประท้วงยังไม่ยอมถอย ตามข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ที่ตอนนี้เหลือ 4 ข้อ (ร่างกฎหมายเจ้าปัญหาถอนไปแล้ว) คือให้สอบสวนตำรวจที่กล่าวหาและใช้กำลังกับประชาชน ให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ประท้วงที่ถูกจับกุม ให้หยุดเรียกผู้ประท้วงว่าเป็นผู้ก่อจลาจล และให้จัดการเลือกตั้งแบบสากลขึ้น

หากดูและเดาเอาเอง ข้อสุดท้ายเป็นเงื่อนไขที่เกิดยากที่สุด เพราะการประท้วงยืดเยื้อเมื่อปี 2557 ก็ไม่บรรลุข้อเรียกร้องสุดท้ายตามที่ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยต้องการ

แม้ว่าฮ่องกงมีหลักบริหาร “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ยังคุ้มครองไปถึงปี ค.ศ.2047 หรือ พ.ศ.2590 จากแนวคิดของประธานเติ้ง เสี่ยวผิง ที่ให้เขตปกครองพิเศษมีระบบการเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจและการเงินตามแบบของตนได้ แต่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยน่าจะเป็นเรื่องแปลกแยกสำหรับจีน

สถานการณ์ตีบตันแบบนี้ก็ทำให้คนที่ชอบไปเที่ยวฮ่องกง หรือประทับใจฮ่องกงก็คงจะเห็นใจกัน

ถ้าไปถามคนที่ติดตามการเมืองไทยก็อาจจะได้คำตอบว่า เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ เพราะของเราก็ไม่รู้จะจบอย่างไรเหมือนกัน

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์