“ศาล” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช 2477 มาตรา 1 (1) หมายความว่าศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477 มาตรา 2 (1) “ศาล” หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษา ซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญา
ดังนั้นศาลจึงมีความหมายได้ 2 ลักษณะ คือ หมายถึงสถานที่สำหรับพิจารณาคดีเรียกว่า ศาลยุติธรรม (Court) และหมายถึงตัวบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ให้ความยุติธรรมเรียกว่า ผู้พิพากษา (Judge) สำหรับผู้พิพากษาอาจเรียกว่าตุลาการคือผู้ตัดสินอรรถคดี หรือในสมัยโบราณเรียกว่า ตระลาการ ซึ่งหมายถึงตำแหน่งพนักงานศาลผู้มีหน้าที่ชำระเอาความเท็จจริงหรือผู้ตัดสินคดีนั่นเอง
อิสระทางการศาลไทย
อิสระทางการศาลไทย มีความเป็นมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับต่างประเทศ ได้มีความตกลงถ้อยทีถ้อยอาศัยในการปฏิบัติต่อชาวต่างประเทศตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนเป็นอภิสิทธิ์เหนืออำนาจอธิปไตยบางประการ เช่น การใช้อำนาจเหนือการศาลของไทย ซึ่งเรียกว่า “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extraterritoriality)” โดยมีสาระสรุปได้ ดังนี้
สมัยกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ยอมผ่อนปรนไม่กระทำรุนแรงแก่ชาวยุโรป 2 ชาติ คือ ฮอลันดากับฝรั่งเศส ซึ่งไทยทำสัญญากับบริษัทของฮอลันดาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2207 ใจความในสัญญานั้น ถ้าคนในบังฮอลันดาทำผิดอาญาฝ่ายไทยจะต้องส่งตัวผู้กระทำผิด ให้หัวหน้าของฮอลันดาพิจารณาโทษตามกฎหมายเอง ไม่ต้องขึ้นศาลไทย ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสทราบเรื่องฮอลันดาได้สิทธิพิเศษนี้จึงบังคับให้ไทยทำสัญญาให้กับฝรั่งเศสใน พ.ศ.2230
สมัยรัตนโกสินทร์แผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีไมตรีกับชาวต่างประเทศและสนใจภาษาต่างประเทศ ประกอบกับชาวยุโรปมีอำนาจเข้มแข็งกำลังแผ่อิทธิพลครอบครองดินแดนของประเทศต่างๆ เพื่อยึดเป็นอาณานิคมหาผลประโยชน์จากประเทศที่ถูกยึดครอง ดังนั้นจำต้องใช้มาตรการทางการทูตเพื่อให้ประเทศไทยพ้นจากการยึดครองของประเทศตะวันตก ทำสัญญาให้สิทธิพิเศษแก่ชาวตะวันตกในด้านการศาลเริ่มฉบับแรกใน พ.ศ.2398 กับอังกฤษ ต่อมาทำสัญญากับฝรั่งเศส อเมริกา ฮอลันดา เดนมาร์ก โปรตุเกส และญี่ปุ่นที่เป็นชาติเอเชียด้วยกัน
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับชาติพันธมิตรระหว่าง พ.ศ.2460-2461 และได้รับชัยชนะ พระองค์ทรงเริ่มงานขอคืนอิสระทางการศาล ซึ่งในชั้นต้นเพียงขอเปลี่ยนสัญญาให้มีกำหนดเวลา เพราะสัญญาเดิมประเทศไทยต้องเสียอำนาจทางการศาลไปตลอดกาล โดยสหรัฐอเมริกาให้ความยินยอมเป็นประเทศแรกขอใช้สิทธิระหว่าง พ.ศ.2463-2469 และได้ทรงพยายามขอคืนจากประเทศอื่นๆ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเสด็จสวรรคตเสียก่อนเมื่อ พ.ศ.2469
ประเทศไทยคงใช้ความพยายามขอคืนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในสมัยต่อมา จนทุกประเทศยินยอมทำสัญญาใหม่มีกำหนดเวลาแน่นอน แต่มีเงื่อนไขว่าประเทศไทยต้องประกาศใช้กฎหมายที่เป็นประมวลเหมือนในประเทศตะวันตก ซึ่งประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ เป็นผลให้ได้คืนสิทธิทางการศาลจากประเทศต่างๆ เกือบหมดเมื่อ พ.ศ.2481 คงเหลือฝรั่งเศสเพียงประเทศเดียว ในที่สุดก็ยินยอมเมื่อเดือนเมษายน 2482 ทุกประเทศโอนคดีขึ้นศาลไทยทั้งหมด
ดังนั้น เมื่อนับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประเทศไทยเสีย อิสระทางการศาลไปถึง 275 ปี แต่ถ้านับเฉพาะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสียไปเพียง 84 ปี เท่านั้น
อิสระของผู้พิพากษา
บุคคลที่พิพากษาหรือชี้ขาดข้อพิพาทนั้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่กำหนดศาลไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ศาลยุติธรรม ศาลทหาร ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ สำหรับศาลยุติธรรมเท่านั้นที่ใช้คำว่า “ผู้พิพากษา” ส่วนอีกสามประเภทใช้คำว่า “ตุลาการ” ดังนั้น ประเด็นอิสระของผู้พิพากษาจึงกล่าวเฉพาะในศาลยุติธรรมเท่านั้น
อิสระของผู้พิพากษาในแนวคิดต่างประเทศ
1.แนวคิดของลอร์ด เดนนิ่ง (Lord Denning) ผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงของประเทศอังกฤษวางหลักสากล ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาไว้ 10 ประการ คือ
(1) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น
(Independence of the Judiciary from a hierarchy of power)
(2) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากผู้ใช้อำนาจปกครองประเทศ
(Independence of the Judiciary from rulers)
(3) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากเกียรติยศชื่อเสียงใดๆ
(Independence of the Judiciary from honours)
(4) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
(Independence of the Judiciary from convention of the constitution)
(5) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากรัฐสภา
(Independence of the Judiciary from the Parliament)
(6) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากสหภาพแรงงาน
(Independence of the Judiciary from trade uniouns)
(7) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากคณะรัฐมนตรี
(Independence of the Judiciary from Ministers of the Crown)
(8) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(Independence of the Judiciary from members of the Parliament)
(9) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากหนังสือพิมพ์
(Independence of the Judiciary from the media)
(10) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากผู้พิพากษาเอง
(Independence of the Judiciary from the Judges themselves)
2.การกำหนดมาตรฐานความเป็นอิสระของผู้พิพากษา จากการประชุมครั้งที่ 7 ของสมัชชาสหประชาชาติ เรื่อง การป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิด ณ มิลาน ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2528 ถึงวันที่ 6 กันยายน 2528 เพื่อให้ประเทศสมาชิกถือปฏิบัติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับทั่วโลก ดังนี้
(1) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจะต้องได้รับการประกันจากรัฐและได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายของรัฐนั้นๆ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกประเทศและสถาบันอื่นๆ ที่จะเคารพในความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
(2) ผู้พิพากษาจะตัดสินคดีต่างๆ ด้วยความเที่ยงธรรมบนรากฐานของข้อเท็จจริง ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายโดยปราศจากข้อจำกัดและปราศจากการใช้อิทธิพลหรืออำนาจบังคับที่ไม่ถูกต้อง การชักจูง ความกดดันบีบคั้น การข่มขู่ หรือการแทรกแซงต่างๆ โดยทางตรงหรือทางอ้อมจากสิ่งใดๆ หรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
(3) ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล และมีอำนาจแต่ผู้เดียวในการตัดสินว่าคดีใดๆ ที่ขึ้นมาสู่ศาลอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลตามที่บัญญัติไว้โดยกฎหมายหรือไม่
(4) จะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในทางที่ไม่เหมาะสมหรือปราศจากเหตุผล ซึ่งรวมทั้งการแก้ไขคำพิพากษาของศาล แต่หลักเกณฑ์นี้จะต้องไม่เสื่อมเสียต่อกระบวนการทบทวนของศาลหรือต่อการที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะบรรเทาโทษหรือลดโทษตามที่ศาลกำหนด
(5) ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยศาลธรรมดาหรือศาลพิเศษ ซึ่งก่อตั้งโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
(6) หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาให้สิทธิและกำหนดให้ศาลต้องให้หลักประกันว่ากระบวนการยุติธรรมทางศาลนั้นจะมีการดำเนินการอย่างยุติธรรม และสิทธิของคู่ความทุกฝ่ายจะต้องได้รับการเคารพ
(7) เป็นหน้าที่ของแต่ละรัฐสมาชิกที่จะจัดให้มีวิธีการหรือกลไกอย่างเพียงพอที่จะทำให้ศาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม
อิสระของผู้พิพากษาในประเทศไทย
แนวคิดความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในประเทศไทยมีประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความเป็นมาของแนวคิดในประเทศไทย อิสระในสมัยประชาธิปไตย และอิสระตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
1.ความเป็นมาของแนวคิดในประเทศไทย
แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในประเทศไทย ปรากฏหลักฐานใน “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” ตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งหลักสำคัญเรียกว่า “หลักอินทกาษ” ที่มีความเชื่อว่าเป็นคำสอนที่พระอินทร์มีต่อผู้ซึ่งมีหน้าที่เป็นตุลาการหรือผู้พิพากษา โดยหลักที่ปราศจากอคติ 4 ประการ ดังนี้
ฉันทาคติ คือ การลำเอียงเพราะรัก การเห็นแก่อามิสสินจ้าง ลุ่มหลงในทรัพย์สินเงินทองละโมบ โลภมาก เข้าด้วยฝ่ายโจทก์หรือจำเลย ต้องทำใจให้เป็นกลาง
โทสาคติ คือ การลำเอียงเพราะโกรธ พยาบาท มีความอาฆาตเคียดแค้นในใจ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
ภยาคติ คือ การลำเอียงหรือเกิดความเอนเอียงเพราะในใจบังเกิดความกลัว ไม่ว่าจะกลัวตาย กลัวเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ผู้พิพากษาต้องทำจิตใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ
โมหาคติ คือ การลำเอียงเพราะหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ ให้ยึดมั่นในความสุจริต เที่ยงธรรม ตัดสินคดีด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ มีความรอบรู้ในกฎหมาย รู้เท่าทัน ไม่ตัดสินโดยความหลง
2.อิสระในสมัยประชาธิปไตย
ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ.2475 การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตุลาการผ่านทางศาลเป็นระบอบการปกครองที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายและมิได้มีอำนาจสิทธิขาดเหมือนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เท่ากับว่าทุกคนในประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นฉบับแรกและประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ได้บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจตุลาการไว้อย่างกว้างๆ ว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะซึ่งต้องกระทำภายใต้กฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี นอกจากนี้ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตุลาการ พุทธศักราช 2477 วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในระดับหนึ่ง แต่สิทธิขาดในการแต่งตั้ง โยกย้าย และลงโทษผู้พิพากษาอยู่ที่คณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติให้มีองค์กรบริหารงาน บุคคลสูงสุดของผู้พิพากษาหรือตุลาการที่เรียกว่า “คณะกรรมการตุลาการ” หรือ ก.ต. เป็นครั้งแรก
3.อิสระตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
เมื่อมีการรับรองอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษา ดังได้นำเสนอมาแล้วนั้น ในส่วนของการกำกับดูแลและความสัมพันธ์ระหว่างผู้พิพากษาและผู้บริหารศาลยุติธรรมระดับต่างๆ ปรากฏตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 คือ
มาตรา 11 ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาคอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไป โดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย
(1) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้
(2) สั่งคำร้องคำขอต่างๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ
(3) ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว
(4) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา
(5) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบและการดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล
(6) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งตามระเบียบ
(7) มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีอำนาจตาม (2) ด้วย และให้มีหน้าที่ช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมอบหมาย
ประเด็นสำคัญของอิสระของผู้พิพากษาคือ มาตรา 11 (1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 ให้อำนาจประธานศาลอธิบดีผู้พิพากษาศาลและผู้พิพากษาหัวหน้าศาล นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้
การมีส่วนในสำนวนคดีของผู้บริหารศาลระดับต่างๆ นอกจากมีอำนาจในการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีแล้ว ยังมีอำนาจตรวจสำนวนคดี แต่ไม่มีอำนาจในการก้าวล่วงความอิสระขององค์คณะผู้พิพากษาคงมีอำนาจเฉพาะทำความเห็นแย้งได้เท่านั้น
ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความได้ใช้สิทธิจากความเห็นแย้งในการอุทธรณ์หรือฎีกาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
สรุปภาพรวมในเรื่องนี้
กฎหมายระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ได้ผ่านการกลั่นกรองอย่างเป็นขั้นตอน แต่จะให้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ เช่นเดียวกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวกับอิสระของผู้พิพากษา ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว
แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือจิตสำนึกของบุคคลที่ต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรม หลักจริยธรรม และการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นธรรมแก่สังคม
ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง

