มรสุมลูกใหม่ มรสุมเศรษฐกิจ จากมหามิตรสหรัฐ
ท่ามกลางความอึมครึมและบรรยากาศซึมเซาทางเศรษฐกิจ ทั้งภายในและภายนอกที่โถมกระหน่ำ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ลงนามระงับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP (จีเอสพี) กับสินค้าไทย 573 รายการ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2563
คิดเป็นมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 39,650 ล้านบาท
โดยระบุเหตุผลว่า ไทยล้มเหลวในการจัดสิทธิแรงงานตามหลักสากล
สำหรับประเทศผู้มีสิทธิได้รับ GSP จากสหรัฐ จะต้องมีรายได้ของประชากรต่อหัวไม่เกิน 12,476 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี หรือราว 3.7 แสนบาท/คน/ปี
ขณะที่รายได้เฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี หรือราว 1.8 แสนบาท/คน/ปี
รวมทั้งต้องมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่ดี มีการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล ไม่มีการใช้แรงงานเด็ก
และเงื่อนไขอื่นๆ เช่น การปฏิบัติต่อสหรัฐอย่างเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า
ปัจจุบันสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐมีสิทธิ GSP รวมทั้งหมด 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไทยใช้สิทธิเพียง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยผลกระทบจากการตัดสิทธิ GSP จะทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐเสียภาษีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4-5
หรือคิดเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500-1,800 ล้านบาทในสินค้าไทย 573 รายการ
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเภทของกินและของใช้ อาทิ อาหารทะเล ผักและผลไม้ เมล็ดพันธุ์ น้ำเชื่อมและน้ำตาล ซอสถั่วเหลือง น้ำผักและน้ำผลไม้
อุปกรณ์เครื่องครัว ประตูหน้าต่าง ไม้อัดและไม้แปรรูป ตะกร้า ดอกไม้ประดิษฐ์
เครื่องประดับ เหล็กแผ่น ฯลฯ
แนวโน้มที่ประเทศไทยจะถูกตัดสิทธิ GSP มิได้เป็นเรื่องใหม่
นายกีรติ รัชโน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์เชิญผู้ประกอบการหารือเพื่อประเมินผลกระทบหากถูกเพิกถอนสิทธิ GSP ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561
โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการ หาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิม เช่น รัสเซีย ยุโรปตะวันออก อเมริกาใต้ ตะวันออกลาง ฯลฯ
รวมทั้งใช้ประโยชน์จากประเทศที่ไทยจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี FTA 13 กรอบความตกลงจากอาเซียน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู
และขยายการลงทุนไปยังประเทศที่ยังคงได้รับสิทธิ GSP สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีเวลาในการเจรจา
และสามารถที่จะอุทธรณ์หรือขอให้สหรัฐทบทวนใหม่ได้
ถ้าพิจารณาจากการทยอยตัด GSP ประเทศอื่นๆ มาตลอดช่วงปีนี้
และข้อร้องเรียนของสมาพันธ์แรงงาน และสภาอุตสาหกรรมแรงงานสหรัฐ (American Federation Labor & Congress of Industrial Organization : AFL-CIO) ยื่นคำร้องให้ตัดสิทธิ GSP ไทย
ที่ลากยาวมาตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2556 และ 16 ตุลาคม 2558 เนื่องจากเห็นว่าไทยมิได้คุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐาน
การตัด GSP กรณีนี้ย่อมไม่เกี่ยวพันว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว หรือคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น
และไม่แน่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ “แบน” สารพิษทางเกษตรกรรมอย่างไกลโฟเซตที่สหรัฐแสดงจุดยืนคัดค้านมาก่อน
ประเด็นเฉพาะหน้าของไทยก็คือ ดำเนินการเจรจาและแก้ไขข้อกล่าวหา “ที่เป็นทางการ” ให้ตกไปให้ได้
แม้แต่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน ก็ยอมรับว่า
แรงงานไทยเป็นไปตามมาตรฐานไทย ยังไม่เป็นมาตรฐานสากลตามที่สหรัฐต้องการ
คำถามคือ แล้วทำไมมาตรฐานแรงงานไทยจึงยกระดับสู่ระดับมาตรฐานสากลไม่ได้
ป่วยการโทษลมฟ้าอากาศ และสาเหตุอื่น
ปัญหาคือ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ลุล่วงไปให้ได้
มิให้ซ้ำเติมปัญหาการส่งออกที่ “ติดลบ” ให้ทรุดต่ำลงไปกว่านี้อีก
รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่คิดเป็นร้อยละ 70 ของรายได้ประเทศ
ลดไปกว่านี้ก็หายนะ

