ปี 2563 เป็นหมุดหมายการเริ่มใช้เทคโนโลยี 5G ของไทย แจ้งเกิดในปี 2561 โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จากการเตรียมความพร้อมมาระยะหนึ่ง โดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภาคเอกชน ภาควิชาการ มีความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านโทรคมนาคมเพียงพอที่จะเริ่มต้นเทคโนโลยีนี้แล้ว
คำถามคือ ไทยจะเริ่มต้น 5G ได้ตามโรดแมปที่รัฐบาลวางเอาไว้หรือไม่ และจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยวิธีใด ซึ่งกระบวนการที่จะนำไปสู่การเริ่มต้นของเทคโนโลยีนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอน และการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง รวมถึงการตอกย้ำความสำคัญของเทคโนโลยี 5G ยังเป็นสิ่งที่ต้องเร่งให้เกิดขึ้น
เครือมติชน ตระหนักถึงความสำคัญของการที่ไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีครั้งสำคัญ จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีสัญญาณเคลื่อนที่แบบ 5G อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2561 เพื่อให้ไทยเหมาะสมเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอาเซียน ที่สำคัญไทยจะต้องไม่ตกขอบเวทีโลก เพราะปีหน้าเราจะเห็นญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี 5G ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ขณะที่เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็จะเริ่มให้บริการ 5G ในเดือน มิ.ย.–ก.ค.ปีหน้าเช่นกัน

ล่าสุด เครือมติชน เดินหน้าจับมือพันธมิตร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กสทช. สมาคมธนาคารไทย ค่ายเอไอเอส-ดีแทค-ทรู ที่ถือครองคลื่นความถี่ จัดสัมมนา “Roadmap 5G ดันไทยนำ ASEAN” เปิดข้อมูลล่าสุด ก่อนที่ไทยจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสื่อสารไร้สายยุคที่ 5 อย่างเต็มรูปแบบ ฉายภาพความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้ในการเริ่มต้น 5G ในไทย โดยได้รับเกียรติจาก “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน และมี “ฐากูร บุนปาน” กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ ณ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

“พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความมั่นใจว่า 5G จะเกิดขึ้นในปี 2563 อย่างแน่นอน เนื่องจากโลกปัจจุบัน ทั้งภาคการเงิน การผลิต การเกษตร โลจิสติกส์ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้หลอมรวมไปสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมมากขึ้น นอกจากนี้ 5G ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาสังคม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การรักษาพยาบาลผ่านระบบทางไกล เท่ากับเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะที่ด้าน “พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร” ประธาน กสทช. ได้อาศัยเวทีสัมมนาในการประกาศความพร้อม ว่า 5G เป็นเรื่องเร่งด่วน ช้าไม่ได้ เพราะจะล้าหลัง ซึ่ง กสทช. ได้เตรียมการเรื่องนี้มาอย่างน้อย 3 ปี และขณะนี้ก็พร้อมที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่ 5G ตามทิศทางของนโยบายรัฐบาลแล้ว โดยได้เร่งให้มีการจัดสรรประมูลคลื่นความถี่ให้ครอบคลุมทั้งย่านต่ำ กลาง และสูง ซึ่ง 5G ต้องเกิดขึ้นตามที่นายกรัฐมนตรีมีความเห็นในเรื่องนี้ไว้ และคาดว่าจะสามารถจัดการประมูลคลื่น 5G ได้ในต้นปีหน้า
ด้าน “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า ไทยเคยเป็นประเทศที่มีฐานการลงทุนการผลิตเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ถ้าไม่สามารถดึงดูดการลงทุน ปล่อยให้ฐานการผลิตย้ายไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน จะเสียโอกาสในการแข่งขัน ซึ่งขณะนี้หลายอุตสาหกรรมการผลิตเริ่มมีการขยายกำลังการผลิต มองหาฐานการผลิตใหม่ๆ ประมาน 190 บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก อาจมีความจำเป็นต้องเลือกภูมิภาคอาเซียนในการเป็นฐานการผลิตจากนี้ไปอีก 20 ปี หมายความว่าอาเซียนจะได้รับความสนใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ เราจึงต้องทำ 5G ให้สำเร็จ
“พุทธิพงษ์” กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงดีอี ได้ผลักดันให้ บมจ.ทีโอที (TOT) และ บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) ควบรวมกันให้สำเร็จ เพื่อส่งเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 5G ที่จะถึงในไตสมาสแรกของปี 2563 ด้วย เพื่อทำบริการ 5G ที่เป็นประโยชน์กับสังคม ในการใช้คลื่นความถี่ 3400 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งหากเป็นไปได้จะมีคลื่นความถี่ที่นำไปพัฒนา 5G ได้มากกว่า 100 เมกะเฮิร์ตซ์

โรดแมปชัด แต่เฟือง 5G ยังหมุนช้า
“ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เลขาธิการ กสทช. ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาว่า อุปสรรคที่ทำให้ 5G ยังไม่เกิดขึ้นในไทย มี 4 ปัจจัยคือ 1.ราคาประมูลคลื่นความถี่สูงเกินไป 2.กฎกติกาที่ไม่เอื้ออำนวยให้เอกชนลงทุน 3.การใช้งาน 3G และ 4G ยังไม่เต็มประสิทธิภาพของระบบ และ 4.การทำงานของหน่วยงานภาครัฐยังไม่ทำงานแบบเชิงรุก
ทั้งนี้ กสทช. ได้เดินหน้าเต็มสูบอย่างเป็นระบบ มั่นใจว่าการจัดประมูลคลื่นความถี่ 5G จะเกิดขึ้นในวันที่ 16 ก.พ. 2563 และเริ่มบริการได้ในเดือน ก.ค. 2563 ถ้าเป็นไปตามกรอบนี้ จะเดินหน้าทันกับประเทศที่เจริญ และจะเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2563–2573 เฉลี่ยปีละ 5.68% แบ่งเป็น 1.45% จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ความเร็วสูง และ 4.23% จากระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ

ประมูลคลื่น 5G ต้องเอื้อผู้ลงทุน
“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวในช่วงเสวนา “Roadmap 5G ดันไทยนำ ASEAN” ว่า ด้วยปัจจัยหลายอย่างมองว่าปี 2564 เป็นเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการจะมีระบบ 5G ที่สมบูรณ์ ต้องมีความพร้อมในเรื่องคลื่นความถี่ การลงทุน และการใช้งาน วันนี้ยูสเคสเรายังมีไม่มาก หากพิจารณาตัวอย่างประเทศอื่นๆ รัฐบาลต่างให้การสนับสนุน โดยบางประเทศให้คลื่นความถี่ฟรีเพื่อนำมาพัฒนา
แต่หากเป็นนโยบายของประเทศ โอเปอเรเตอร์ก็สามารถทำได้ โดยจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขผู้ที่จะเข้ามาประมูลให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้เล่นรายอื่นเข้ามาปั๊มราคาให้สูงแล้วทิ้งใบอนุญาตและไม่รับผิดชอบเหมือนที่ผ่านมา และที่สำคัญคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ที่กำลังจัดตั้งขึ้น ควรจัดสรรเงินในการประมูลกลับมาใช้ในการลงทุนขยายโครงข่าย จะเป็นวิธีคิดแบบใหม่ แทนที่จะคิดว่าต้องนำเงินส่งกระทรวงการคลังทั้งหมด
“ปีหน้าการประมูลเกิดขึ้นแน่ มีคนเข้าประมูลแน่ จะให้บรรลุเป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลตั้งใจไว้ ในการผลักดันให้เป็นผู้นำในอาเซียน รัฐต้องมีบทบาทสำคัญมาก ต้องเลิกคิดวิธีเดิม หาวิธีใหม่ๆ เพื่อจะช่วยซัพพอร์ตอุตสาหกรรมใหม่ๆ”

เช่นเดียวกับ “วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์” รองประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มองว่านโยบายของรัฐที่ดำเนินการอยู่ในการผลักดัน 5G ถือว่าสุดยอด ไม่ให้ไทยตกขบวนรถไฟ หลักเกณฑ์ประมูลดี แต่อาจมีการปั่นราคาอย่างรุนแรง ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานต้องดูแล ดูแนวทางที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการปั่นราคาจนสูงเกินจริง ไม่ว่าราคาประมูลกี่ใบเฉลี่ยเท่าไร ที่สุดคือความเป็นธรรม โปร่งใส ในการเข้าประมูลของผู้ที่จะเข้าร่วม
เหมือนกับเช่นทางฟากดีแทคที่ก่อนหน้านี้ “อเล็กซานดรา ไรช์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค เคยให้ข้อมูลกับสื่อว่า การที่เอกชนจะลงทุนหรือไม่ลงทุน อยู่ที่ความพร้อมในหลายด้าน คลื่นไม่ใช่สิ่งจำเป็นเพียงสิ่งเดียว แต่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นๆ มารองรับด้วย เช่น การสนับสนุนให้มีการใช้โครงข่ายร่วมกัน เป็นต้น
ตรงกับที่ “ปรีดี ดาวฉาย” ประธานสมาคมธนาคารไทย แนะในช่วงเสวนาว่า ควรจะหาโมเดลโครงสร้างที่ทำร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในภาคส่วนต่างๆ ของประชาชน พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ภาคการเงินเข้มแข็ง มีเงินลงทุนเพียงพอ แต่ต้องจัดสรรให้เหมาะสม และมีผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนอย่างเหมาะสมด้วย
ต้องกำหนดอีโคซิสเต็มส์ให้ดี
“พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในอนาคตโอเปอร์เรเตอร์จะวิ่งเข้าสู่เฮลท์แคร์เซอร์วิส ทำ IoT ในอุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมอัตโนมัติมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ต้องกำหนดอีโคซีสเต็มส์ให้ดี ต้องส่งเสริมให้เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ นำเงินมาสร้างธุรกิจดิจิทัล สร้างกลไกใหม่เพื่อให้เกิดอินโนเวชั่นใหม่ๆ และงานใหม่ๆ ให้ได้ ส่วนคลื่นฟรีนั้น ตอนนี้เป็นไปได้ยากเพราะต้องแก้ไขกฎหมาย แต่ในอนาคตเป็นไปได้ที่จะได้ใช้คลื่นฟรีเพราะคลื่นความถี่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

5G จะเกิดขึ้นได้โดยการสร้างอีโคซิสเต็มส์ (Ecosystem) สร้างคน ทดสอบยูสเคสต่างๆ ก่อนจะนำมาพัฒนาสู่ธุรกิจจริง โดย “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า หากจะมีการทดสอบยูสเคส อยากให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมด้วย ยิ่งเกิดเร็วก็จะยิ่งได้เปรียบ ซึ่งวันนี้คือการเพิ่มข้อได้เปรียบ เพราะไทยมีจุดขายไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านความมั่นคง วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ รัฐต้องบาลานซ์ให้ดีและนำ 5G มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีก็ต้องได้ประโยชน์ด้วย โดยให้คนกลุ่มนี้สร้างนวัตกรรมโดยใช้ 5G เป็นโอกาส
ส่วนด้าน “รีวิน เพทายบรรลือ” ประธานเจ้าหน้าที่ บจก.ไพร์มสตรีท แอดไวเซอรี่ (ประเทศไทย) ได้ทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า วันนี้โรดแมปของรัฐบาลชัดเจน แต่ภาคเอกชนยังกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านการลงทุนแต่ก็พร้อมสนับสนุน ขณะที่ กสทช. ก็ทำดีที่สุดในกรอบของตัวเอง สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ ดีเทลที่จะสนับสนุน ส่งเงินเข้าคลังแล้วเอาไปทำอะไรต่อ ซึ่งรัฐบาลต้องมีบทบาท โดยเฉพาะการสร้างอีโคซิสเต็มส์
ทั้งหมดนี้ เป็นจุดยืนที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวน 5G ไทย สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้เฟือง 5G หมุนเร็ว และเกิดขึ้นได้ตามโรดแมป ซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ว่าหากเปิดช้ากว่าเพื่อนบ้าน การย้ายฐานการผลิตจะเป็นจริงหรือไม่ แต่แน่นอนว่าเป็นความเสี่ยงที่ยินยอมไม่ได้
และคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป กับ “5G สไตล์ไทย แต่สู้ได้ในเวทีอาเซียน”

