ระยะนี้ ปรากฏเป็นข่าวแพร่สะพัดตามสื่อต่างๆ ในทำนองว่า เจ้าพนักงานตำรวจมักจะใช้วิธี วางแผนให้สายลับปลอมตัวเป็นผู้ซื้อสิ่งผิดกฎหมาย แล้วเข้าจับกุมผู้ขายทันที พร้อมตั้งข้อหาผู้จำหน่ายเป็นผู้กระทำผิด อันเป็นวิธีแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่เจ้าพนักงานตำรวจได้นำมาใช้ในการปราบปรามการกระทำความผิด หลากหลายประเภท โดยเฉพาะการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ การละเมิดลิขสิทธิ์ฯ
แต่ทว่า ในการจับกุมโดยการล่อซื้อดังกล่าว บางกรณีปรากฏว่าการกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจ อาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียเอง โดยมีแนวฎีกาของศาลวินิจฉัยว่า พฤติกรรมการล่อซื้อแล้วเข้าจับกุมในบางกรณี อาจถือว่าไม่ใช่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย อาทิ การล่อซื้อโดยให้บุคคลที่ไม่มีเจตนาที่จะกระทำความผิดมาแต่แรกลงมือกระทำความผิดตามที่ถูกล่อ การนั้นๆ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น
ดังนี้ จึงทำให้เพื่อนๆ หลายคนรวมทั้งแฟนๆ ผู้อ่านมติชนด้วย ต่างพากัน “กังขา” อยากรู้ พร้อมกับไต่ถามผู้เขียนมาว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจ ตลอดจนพนักงานอัยการผู้สั่งคดี ดำเนินคดีด้วยการหาพยานหลักฐาน ตามวิธีการ “ล่อซื้อแล้วจับกุม” ทันที เพื่อให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามที่ล่อซื้อนั้น จะสมเหตุสมผลและอาจเป็นการสุ่มเสียงต่อความไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่? อีกทั้งอยากทราบว่า กรณีใดคือการล่อซื้อที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในที่สุดแล้ว วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานจากวิธีการล่อซื้อดังกล่าว จะก่อเกิดความ “ชอบธรรม” แก่ฝ่ายผู้ถูกล่อซื้อซึ่งจักต้องตกเป็นผู้ต้องหาในเบื้องต้นทันที หรือไม่? มากน้อยเพียงใด?
ผู้เขียนในฐานะที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจาก พลตำรวจเอกชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ วุฒิสภาให้เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำคณะกรรมาธิการฯ สดๆ ร้อนๆ จึงมีความจำเป็นต้องนำเรื่องนี้มาทำการศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวกับวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานดังกล่าว เพื่อตอบประเด็นปัญหาและข้อกังขาเรื่องการ “ล่อซื้อแล้วจับกุม” ให้ชัดเจน
ข้อกังขาหรือ “ปุจฉา” ที่คาใจ คือ การที่เจ้าพนักงานตำรวจส่งสายลับล่อซื้อแล้วจับกุมนั้น เป็นวิธีแสวงหาพยานหลักฐานที่ “เวิร์ก” แล้วหรือ? ชอบธรรมหรือ? และศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีใดบ้าง?
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผู้เขียนเห็นว่า คงต้องอาศัยหลักกฎหมายจากคำพิพากษาของศาลมาเป็นแนวทางในการพิเคราะห์พิจารณา ศึกษา เป็นประการสำคัญ..
ผู้เขียนจึงได้ใช้ความพยายามไปค้นหาแนวฎีกาทั้งเก่าและใหม่ ที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับการล่อซื้อมาศึกษาให้ถ่องแท้ แล้วเขียนเป็นบทความนี้ เพื่อตอบคำถามเพื่อนมิตรที่ถามมา และอาจเป็นแนวทางในการพิเคราะห์พิจารณาถึงวิธีการ หรือพฤติกรรมที่เจ้าพนักงานนำมาใช้เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานสำหรับการดำเนินคดีด้วยวิธีดังกล่าว เป็นวิธีอันถูกต้อง ชอบธรรม เหมาะสม และชอบด้วยกฏหมาย หรือไม่? โดยการรวบรวมแนวฎีกาต่างๆ เพื่อมา “ร่วมด้วยช่วยกัน” วิเคราะห์ศึกษาประเด็นข้อกังขาที่เพื่อนๆ และแฟนคลับ “มติชน” ใคร่อยากจะรู้ ดังต่อไปนี้…
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า แนวฎีกาที่วินิจจัยว่า การล่อซื้อแล้วจับกุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย คือ
คำพิพากษาฎีการที่ 4077/2549 “การที่ผู้เสียหายใช้ให้ อ.สั่งให้จำเลยซื้อแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางจากตลาดนัดให้ เพื่อที่จะได้หลักฐานในการกระทำความผิดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยความสมัครใจของตนเองมาก่อน และพร้อมที่จะจัดหาแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวทันที การที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเองแล้วแจ้งความร้องทุกข์เพื่อนำพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย จึงเป็นกรณีที่ผู้เสียหายได้จูงใจหรือล่อให้จำเลยกระทำผิด ไม่ถือว่าเป็น ‘ผู้เสียหาย’ ตามกฎหมาย”
คำพิพากษาฎีกาที่ 4301/2543 วินิจฉัยว่า “การที่บริษัทไมโครซอฟท์จ้างนักสืบเอกชนไปล่อซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยทำทีไปติดต่อซื้อคอมพิวเตอร์จากจำเลยโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยต้องแถมโปแกรมคอมพิวเตอร์แก่สายลับด้วย หลังจากจำเลยประกอบคอมพิวเตอร์เสร็จแล้วมีการทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายลงในฮาร์ดดีสก์ในเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งมอบให้แก่สายลับ ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นเนื่องจากการล่อซื้อของสายลับ มิใช่กระทำขึ้นโดยผู้กระทำมีเจตนากระทำผิดอยู่แล้วก่อนการล่อซื้อ เท่ากับโจทก์เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9600/2554 วินิจฉัยว่า “ร. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้บันทึกเพลงของผู้เสียหายลงแผ่นซีดีคาราโอเกะ อันเป็นการก่อให้จำเลยทำซ้ำ ซึ่งงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยมิได้กระทำความผิดโดยทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ก่อนแล้วและนำแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายนั้นออกขายแก่ ร. ผู้ล่อซื้อ อันจะถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำการละเมิดสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (3) เมื่อ ร. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) เพื่อให้เจ้าพนักงานจับจำเลยมาดำเนินคดี ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้
แผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะที่ ร. ว่าจ้างจำเลยให้ทำขึ้นและวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์บันทึกเพลงลงแผ่นซีดีของจำเลยที่ ร. แอบถ่ายไว้ เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบและเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง”
สำหรับ คำพิพากษาที่ศาลวินิจฉัยว่า ชอบด้วยกฎหมายและเป็นกรณีที่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ มีดังนี้ คือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2545 “จำเลยมีพฤติการณ์กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว โจทก์ส่งสายลับไปล่อซื้อและจับกุมจำเลยมาดำเนินคดี มิใช่เป็นการก่อให้จำเลยกระทำความผิด แต่เป็นการดำเนินการเพื่อจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิด เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์มีอำนาจฟ้องและศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่เกิดจากการล่อซื้อโดยชอบได้”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2552 “การที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลย มิเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มิได้ผิดศีลธรรมและทำนองคลองธรรม มิได้เป็นการใส่ร้ายป้ายสีหรือยัดเยียดความผิดให้จำเลย หากจำเลยมิได้มียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหย่าย เมื่อสายลับไปซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลย จำเลยย่อมไม่มียาเสพติดให้โทษจำหน่ายให้กับสายลับ ความผิดย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ การกระทำของเจ้าพนักงานดังกล่าวจึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน รับฟังลงโทษจำเลยได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22”
ดังนั้น บทความนี้ นอกจากเป็นการตอบ “ปุจฉา” ที่เพื่อนๆ อยากรู้และถามมาแล้ว ผู้เขียนยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่อยากจะให้แนวฎีกาเหล่านี้ เป็นเสมือนอุทาหรณ์สำหับผู้มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ เจ้าพนักงานตำรวจ และพนักงานอัยการ ซึ่งเป็น “ต้นธารแห่งความยุติธรรม” และต่างมีปณิธานในการประสาทความยุติธรรมให้แก่ปวงชนชาวไทยอยู่ก่อนแล้วนั้น
พึงได้ใช้ดุลพินิจ พิเคราะห์พิจารณาสรุปประเด็นดังกล่าวเสียให้ถ่องแท้ ก่อนการดำเนินคดี พร้อมกับการใช้ความระมัดระวังในการสอบสวนหรือสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้องคดีด้วย เพื่อให้สถาบันตำรวจและสถาบันอัยการทั้งสองดังกล่าว เป็นที่เชื่อถือและศรัทธาของประชาชนอย่างสถาพร ตลอดไป
ไพรัช วรปาณิ
เนติบัณฑิตไทย,ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
ประจำคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ วุฒิสภา

