วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้ากลับไปสู่อดีตด้วยการสร้าง ยุวประชาธิปัตย์ ผ่านการอบรมรุ่นแรกจำนวน 132 คน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค มอบประกาศนียบัตรไปแล้วเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มอบนโยบายเรื่องบทบาทของยุวประชาธิปัตย์การมีส่วนร่วมขับเคลื่อนพรรค นฐานะที่เป็นยุวทูตเยาวชน ทั้งมีกิจกรรมให้ตัวแทนยุวประชาธิปัตย์ที่เป็นผู้ผ่านการอบรมร่วมนำเสนอนโยบาย ร่วมคิด ร่วมสร้างกรุงเทพฯ
ทั้งยังมีตัวแทนผู้บริหารพรรคมาร่วมให้ความเห็น มีอาทิ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรค นายธราดล เปี่ยมพงษ์สานต์ ผู้อำนวยการด้านนโยบาย และสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย
นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒน์ชัย รองโฆษกพรรค กล่าวว่า พรรคเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะถือว่าเยาวชนเป็นพลังสำคัญ และเป็นอนาคตของประเทศในทุกยุคทุกสมัย
โครงการยุวประชาธิปัตย์เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรค เปิดโอกาสและพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากคนทุกกลุ่ม เพราะได้ขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์หลักคือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมือง นางดรุณวรรณรองโฆษกกล่าวย้ำ
จำได้ว่ายุคสมัยแรกของการจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มมีโครงการยุวประชาธิปัตย์มาแล้ว ผู้ที่เป็นอดีตยุวประชาธิปัตย์คนสำคัญน่าจะเป็น นายสมัคร สุนทรเวช ผู้มีบทบาทในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นทั้งนักพูดและนักเขียน ส่วนยุวประชาธิปัตย์ที่เติบโตขึ้นมาในพรรคน่าจะมีอีกจำนวนไม่น้อย
ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ทุกวันนี้น่าจะจำได้ดี
ต่อมา เมื่อการเมืองไทยเริ่มขยายตัว พรรคการเมืองเริ่มมีมากขึ้น และผู้ที่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มเข้าไปมีบทบาทในพรรคการเมือง แนวความคิดของพรรคประชาธิปัตย์ยุคหนึ่งที่ต้องการเขยิบสถานภาพของผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคมาก่อนย่อมมีโอกาสเติบโตในตำแหน่งทางการเมืองก่อน แต่เนื่องจากผู้ที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกภายหลังได้รับเเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีบทบาททางการเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร จึงทำให้ผู้มาทีหลังมีสถานภาพที่ดีกว่า มีโอกาสทางการเมืองมากกว่า
ยุวประชาธิปัตย์ที่เติบโตในพรรคจึงคลี่คลายออกไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น เรื่องนิดเช่นนี้ อดีตหัวหน้าพรรคคนก่อนๆ น่าจะทราบดี
ยิ่งเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประสบปัญหาทางการเมือง และเสื่อมศรัทธาจากเสียงในกรุงเทพมหานครยุค 6 ตุลา 19 ถึงขนาดต้องเชิญ คนนอก มาเป็นหัวหน้าพรรค กว่าพรรคจะฟื้นศรัทธามาได้ ต้องผ่านอุปสรรคปัญหาหลายครั้ง ขณะที่คนกรุงเทพมหานครแทบจะไม่ยอมรับพรรคนี้
วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะปรับเปลี่ยนแนวทางความคิดในการร่วมกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อแสดงศักยภาพของพรรคประชาธิปัตย์ เช่นยอมร่วมกับพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลมาจากหัวหน้าคณะปฏิวัติ ยอมรับการมีตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภารองรับ ยอมเข้าร่วมเป็นรัฐบาล ให้หัวหน้าพรรคเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ
ขณะอดีตหัวหน้าพรรคที่ประกาศตัวไม่สนับสนุนอดีตหัวหน้าปฏิวัติมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องลาออก จากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังเป็นสมาชิกของพรรคเช่นเดิม
มีเสียงจากผู้ที่ยังสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์พูดกันว่า ถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับตัวยืนยันในระบบรัฐสภา และความเป็นประชาธิปไตย และคัดค้านเผด็จการทุกรูปแบบ เพื่อให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะการเฉพาะนักการเมืองพันธุ์ใหม่จากยุวชนให้เรียนรู้เรื่อง การเมือง ที่ดี เป็นนักประชาธิปไตยที่มีความคิดกว้างขวาง เรียนรู้และศึกษาจากผู้ที่มีความเห็นต่าง
อนาคตจะได้เห็นพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

